Business Model กับ Business Plan ต่างกันอย่างไร

by

— last updated:

first published:

Business Model กับ Business Plan ต่างกันอย่างไร

เมื่อเรามีไอเดียธุรกิจ เราควรเขียนโมเดลธุรกิจ (Business Model) หรือเขียนแผนธุรกิจ (Business Plan) วันนี้จะมาเล่าความเหมือนและความแตกต่างของโมเดลธุรกิจกับแผนธุรกิจว่ามีอะไรบ้าง และเราควรใช้โมเดลธุรกิจหรือแผนธุรกิจในการพัฒนาธุรกิจใหม่ครับ

1. โมเดลธุรกิจ (Business Model) คืออะไร

โมเดลธุรกิจ (Business Model) คือการอธิบายธุรกิจด้วยวิธีง่ายๆ (อ่านเพิ่มเติมที่ Business Model คืออะไร) โดยโมเดลธุรกิจที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือ Business Model Canvas ที่พัฒนาโดย Alex Osterwalder และคณะ ซึ่งอธิบายธุรกิจโดยอธิบายด้วยวิธีง่ายๆ 9 ด้านโดยใช้ภาพเพียงภาพเดียว

ด้วยความง่าย เร็ว และการมองธุรกิจเป็นภาพรวมด้วยภาพเพียงภาพเดียว ทำให้ Business Model เป็นเครื่องมือที่สะดวกใช้ในการออกแบบแนวคิดธุรกิจในช่วงการพัฒนาแนวทางการทำธุรกิจและโมเดลธุรกิจ (Business Concept & Business Model) เช่น เอะ อยากเปิดร้านสปาแมว มันจะปังไหมนะ ลองคิดคร่าวๆ ว่าเราจะเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มไหนดี เค้าจะมาร้านเราเพราะอะไร คิดราคาแบบไหนดี เราจะหารายได้ด้วยวิธีแบบไหนดี ฯลฯ

Business Model จึงเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ (Strategy) มากกว่าเป็นเป็นเครื่องมือการวางแผน (Planning) ครับ

2. แผนธุรกิจ (Business Plan) คืออะไร

แผนธุรกิจ (Business Plan) คือแผนที่อธิบายการดำเนินงานของธุรกิจอย่างครบถ้วน (อ่านเพิ่มที่ Business Plan คืออะไร) โดยอธิบายรายละเอียดการดำเนินงานของธุรกิจในด้านต่างๆ ที่ละเอียดกว่า Business Model รวมถึงประเด็นรายละเอียดการบริหารจัดการต่างๆ ที่ Business Model ไม่ได้พูดถึง เช่น มีการจัดการองค์กรอย่างไร มีกระบวนการผลิตอย่างไร เป็นต้น

Business Plan มีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบย่อคือขยายรายละเอียดมากกว่า Business Model แต่ไม่ได้ละเอียดมาก (10 หน้า) แบบกลางๆ คือมีรายละเอียดต่างๆ เพิ่มขึ้น (20 – 30 หน้า) หรือจะเขียนแบบเต็มรูปแบบ มีรายละเอียดทุกอย่างครบถ้วน (100 หน้าขึ้นไป) ก็ได้เช่นกัน

กล่าวได้ว่า Business Plan เป็นเครื่องมือในการวางแผน (Planning) มากกว่าเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ (Strategy) ครับ

3. ความเหมือนของ Business Model กับ Business Plan

หลายคนงงว่า Business Model ใช้แทน Business Plan ได้ไหม หรือเขียน Business Plan แทน Business Model ได้ไหม ต้องอธิบายว่าทั้ง Business Model และ Business Plan มีส่วนที่คล้ายกันครับ คือสามารถใช้เพื่ออธิบายธุรกิจได้เหมือนกัน โดยเฉพาะประเด็นหลักสำคัญของธุรกิจ เช่น ด้านการตลาด (ลูกค้าคือใคร, มี Segment อะไรบ้าง) ด้านการเงิน (รายได้มาจากไหนบ้าง ค่าใช้จ่ายมีอะไรบ้าง) เป็นต้น

ถ้าเราใช้ Business Model Canvas เพื่อเปรียบเทียบกับแผนธุรกิจแบบอนุโลม จะพอจัดกลุ่มประเด็นที่ใกล้เคียงกันได้ดังนี้

  • แผนการตลาด (Marketing Plan) พอเทียบเคียงได้กับ Business Model Canvas ช่องที่ 1 – 4 คือ Customer Segment, Value Proposition, Channel และ Customer Relationship
  • แผนการดำเนินงาน (Operation Plan) พอเทียบเคียงได้กับ Business Model Canvas ช่องที่ 6 – 8 คือ Key Resources, Key Activities และ Key Partners
  • แผนการเงิน (Financial Plan) พอเทียบเคียงได้กับ Business Model Canvas ช่องที่ 5 และ ช่องที่ 9 คือ Revenue Stream และ Cost
Business Model 9 ช่อง อยู่ใน Business Plan ในแผนการตลาด แผนการดำเนินงาน และ แผนการเงิน

จะเห็นได้ว่า Business Model และ Business Plan มีประเด็นสำคัญของธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ Business Plan มีเพิ่มเติมคือรายละเอียดที่ครบถ้วนกว่า เช่น แผนการตลาดจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องสภาวะการแข่งขัน การวิเคราะห์คู่แข่ง เรื่องส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีส่วนที่เนื้อหาคล้ายกัน แต่ Business Model ไม่ใช่ Business Plan และ Business Plan ก็ไม่ใช่ Business Model ซึ่งทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันดังนี้ครับ

4. ความแตกต่างของ Business Model กับ Business Plan

ถึงแม้ว่า Business Model กับ Business Plan มีประเด็นใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันครับ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้เดาว่าผู้อ่านพอจะทราบว่าโมเดลธุรกิจกับแผนธุรกิจแตกต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของวัตถุประสงค์ที่แต่ละอย่างพัฒนามาเพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน (Strategy VS Planning) และยังมีเรื่องของเวลาในการใช้ ความรวดเร็วและความละเอียดของทั้งสองเครื่องมือ

Business Model

ด้วยความง่ายของ Business Model ที่สามารถอธิบายธุรกิจด้วยภาพเดียว ทำให้ Business Model จึงเขียนง่าย เปลี่ยนง่าย ขยำทิ้งง่าย จึงเป็นเครื่องมือที่เหมาะในการออกแบบธุรกิจในช่วงแรก เช่น ในช่วงพัฒนา Business Concept ว่าจะเจาะตลาดกลุ่มไหน หรือจะออกแบบการหารายได้อย่างไรดี

เป้าหมายการใช้ Business Model จึงเหมาะเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ใช้ในการออกแบบแนวทางการทำธุรกิจ ออกแบบแนวทางการหารายได้ของธุรกิจ เช่น จะออกแบบให้ธุรกิจมี double side income จากกลุ่มลูกค้า 2 segments หรือใช้ในการคิดถึง key resources ที่ช่วยให้ธุรกิจของเราชนะเหนือคู่แข่ง หรือจะออกแบบช่องทางส่งมอบคุณค่าได้อย่างไร ฯลฯ ซึ่งจะ focus ด้านกลยุทธ์เป็นหลัก โดยไม่สนใจรายละเอียดด้าน Planning

นอกจากนี้ Business Model ยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจภาพรวมของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะต้องอ่านแผนธุรกิจเป็นเล่มเพื่อทำความเข้าใจว่าธุรกิจทำอะไร (และหลายครั้งที่อาจอ่าน Business Plan จบแล้วก็ยังไม่เข้าใจภาพรวม) ก็อ่าน Business Model แผ่นเดียวก็พอเข้าใจได้แล้ว นำไปใช้วางแผนกลยุทธ์ของธุรกิจต่อได้

สิ่งที่แลกมากับความเร็วก็คือความละเอียด Business Model จึงไม่มีรายละเอียดด้านต่างๆ แบบ in details เช่น ไม่มีงบการเงินล่วงหน้า ไม่มีกระบวนการผลิตแบบละเอียด ไม่มีการวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุน (ระยะเวลาคืนทุน, IRR) ไม่มี Vision Mission ของธุรกิจ หรือเรื่องแผนการตลาดที่พูดไปแล้ว ฯลฯ (ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องสำคัญในช่วงของการเขียน business model ในต้องการวาง business concept อยู่ดี)

Business Model จึงเป็นเครื่องมือกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้พัฒนาธุรกิจเห็นภาพรวมว่า ธุรกิจจะหน้าตาแบบไหน หารายได้อย่างไร ดำเนินการอย่างไร เพื่อให้วางกลยุทธ์ธุรกิจต่อได้ หรือช่วยให้ธุรกิจปรับเปลี่ยนรูปธุรกิจแบบใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น Business Model จึงเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือ Business Model Innovation / Business Model Shift มากกว่า Business Plan

Business Plan

Business Plan นั้นเป็นเครื่องมือในขั้นตอนการวางแผน (Planning) เพื่ออธิบายว่าในแต่ละด้านของธุรกิจต้องทำอะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร จ้างใครบ้าง ซื้อของจาก supplier เจ้าไหนบ้าง ฯลฯ จึงมีรายละเอียดเยอะ มีแผนงานด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมรอบด้าน ทำให้ต้องใช้เวลาในการพัฒนานาน

Business Plan จึงไม่เหมาะที่จะใช้ในช่วงแรกของการพัฒนาธุรกิจที่ต้องการการออกแบบกลยุทธ์ มีการคิด model การหารายได้ที่ใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่ Business Plan จะเหมาะกับช่วงท้ายๆ ที่ทุกอย่างเริ่มคงที่ ต้องการวางแผนอย่างเป็นระบบ จึงพัฒนา Business Plan เพื่อศึกษารายละเอียดกระบวนการธุรกิจต่างๆ แผนงานด้านต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น มีรายละเอียดต่างๆ มากขึ้น

Business Plan จึงไม่ใช่เครื่องมือในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ แต่เป็นส่วนของการวางแผน (Planning) มากกว่า จึงไม่ควรเขียน Business Plan เพื่อทำกลยุทธ์

ดังนั้น ถ้าใครนำเอา Business Plan มาใช้ในขั้นตอนการวางกลยุทธ์จึงไม่เหมาะสม เช่น เขียน Business Plan เสร็จแล้วอยากปรับโน้นนี่ โดยเฉพาะปรับ business concept อยากเปลี่ยนแนวทางการหารายได้ ยิ่งใช้เวลานานเข้าไปอีกเสมือนหนึ่งต้องเขียนแผนธุรกิจเล่มใหม่เลยทีเดียว

(สมัยยังไม่มี Business Model ก็ใช้ Business Plan กันนี่แหละครับในการออกแบบธุรกิจ เขียนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ซึ่งหลายครั้งมักไม่ค่อยได้ผล ทำให้หลายครั้งทีมพัฒนาธุรกิจขี้เกียจพัฒนาไอเดียนั้นต่อ เพราะไม่อยากเขียนแผนธุรกิจใหม่ก็มี หรือดันทุรังทำตาม Business Plan ที่เขียนไว้เพราะว่าก็อุตสาห์เขียนไปแล้ว แล้วไปเจ๊งตอนหลังก็มี)

5. Business Model กับ Business Plan อันไหนดีกว่ากัน

หากอ่านความเหมือนและความแตกต่างของ Business Plan และ Business Model แล้ว จะพบว่าไม่มีอะไรดีกว่าอันไหน แต่อยู่ที่ว่าเราจะใช้เครื่องมือไหน เพื่อวัตถุประสงค์อะไร และอยู่ในช่วงไหนของการพัฒนาธุรกิจครับ

หากธุรกิจเราอยู่ในช่วง Business Idea / Business Concept และเราต้องการออกแบบกลยุทธ์หรือต้องการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เราใช้ Business Model จะเหมาะสมกว่า เพราะ Business Model เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการออกแบบธุรกิจ

ในช่วงออกแบบธุรกิจ เราคิดโน้นนี่ใหม่ตลอด คิดกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ บ่อย Business Model จะย้ายโน้นย้ายนี่สะดวกมาก เช่น เปลี่ยนกลุ่มลูกค้าไหม เปลี่ยน Value Proposition เป็นอันนี้น่าจะชัดกว่า เอะ หรือจะเก็บให้เช่าดีกว่าขายดีเนี่ย ฯลฯ

กระบวนการพัฒนาธุรกิจ ช่วงแรกจะเป็นการหาไอเดียธุรกิจด้วย Design Thinking, Value Proposition Design ส่วน Business Model มาช่วงแรก+ช่วงกลาง ในขณะที่ Business Plan มาในช่วงท้ายๆ

แต่ถ้าทุกอย่างของเราชัดเจนแล้ว ผ่านขั้นตอนการทำ Business Idea Testing มาแล้ว อยากทำอะไรให้มันชัดขึ้น มีแผนงานด้านต่างๆ มากขึ้น ก็ค่อยๆ นำ Business Model นี่แหละมาเป็นการในการวางแผนงานด้านต่างๆ ให้มันละเอียดขึ้นเรื่อยๆ โดยเพิ่มการวางแผนส่วนอื่นๆ สุดท้าย บางส่วนของ Business Model สามารถพัฒนาออกมาเป็น Business Plan ได้ครับ

6. สรุป

Business Model กับ Business Plan คือสิ่งที่ไม่เหมือนกัน มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ใช้เพื่อประโยชน์ต่างกัน มีขั้นตอนการทำไม่เหมือนกัน แต่ทั้ง 2 สิ่งมีความคล้ายคลึงกันบางส่วน และแตกต่างกันหลายส่วน ตามที่ได้เล่าไปด้านบน

ดังนั้น หากเราจะใช้ Business Model หรือ Business Plan ในการพัฒนาธุรกิจ เราต้องรู้ให้ชัดก่อนว่าต้องการทำอะไร เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ทำไปเพื่ออะไร ต้องการอะไรจากการทำสิ่งนั้น ถ้าเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน เราจะไม่สงสัยว่าเราควรทำ Business Model หรือ Business Plan ครับ!

ถ้าสนใจจะให้ผู้เขียนและทีมงานพัฒนา Business Model หรือ Business Plan หรือแผนด้านอื่นๆ สามารถติดต่อผู้เขียนได้ที่หน้า About

63636363636363636363636363

อ่านมาถึงตรงนี้ก็ต้องขอบคุณผู้อ่านทุกคนมาก เรื่อง Business Plan และ Business Model เป็นส่วนหนึ่งของซีรีย์โมเดลธุรกิจ (Business Model) ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจกว่านี้อีกมาก เขียนในบันทึกนี้คงไม่พอ ถ้าสนใจจะมาเล่าต่อในบันทึกถัดไปนะครับ ถ้าอยากอ่านเรื่องอื่นเกี่ยวกับการสร้างคุณค่า (Value Proposition Design) รวมถึงเรื่อง Strategy เพิ่มเติม สามารถอ่านได้จากหน้าสารบัญ 


บันทึกนี้อยู่ในซีรีย์นวัตกรรมโมเดลธุรกิจ (Business Model Innovation) สามารถอ่านเรื่องอื่นในซีรีย์เพิ่มเติมได้จาก link


  1. นวัตกรรม (Innovation) คืออะไร
  2. S Curve คืออะไร
  3. The New S Curve คืออะไร
  4. Innovation Adoption คืออะไร
  5. นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency Innovation) คืออะไร
  6. นวัตกรรมเพื่อต่อยอด (Sustaining Innovation) คืออะไร
  7. นวัตกรรมเพื่อธุรกิจใหม่ (Transformative Innovation) คืออะไร
  1. Business Model คืออะไร
  2. Business Model คืออะไร: Alex Osterwalder Masterclass in Thailand
  3. Business Model Canvas คืออะไร
  4. Business Model กับ Business Plan ต่างกันอย่างไร
  5. กลุ่มลูกค้า (Customer Segments) คืออะไร
  6. ทรัพยากรหลัก (Key Resources) คืออะไร
  7. กระแสรายได้ (Revenue Streams) คืออะไร
  1. Business Model Innovation คืออะไร
  2. Business Model Innovation มีกี่แบบ
  3. Business Model Shift คืออะไร
  4. กลุ่มลูกค้าย่อย (Customer Micro Segmentation) คืออะไร
  5. โมเดลธุรกิจขยายตัว (Scalable Business Model) คืออะไร
  6. Unfair Advantage คืออะไร
  1. แผนธุรกิจ (Business Plan) คืออะไร

โสภณ แย้มกลิ่น (Sophon Yamklin) Avatar

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *