Mindfulness อยู่สวนสันติธรรม 5: ไม่ดิ้นรนก็ไม่ทุกข์

วันสุดท้าย 27 พฤศจิกายน 2552

ตื่นเช้าสุดตั้งแต่มาอยู่วัดตั้งแต่ตี 2 ครึ่ง…ไม่ใช่อะไรหรอก นอนๆ อยู่ได้ยินเสียงอะไรหน้าห้องดังโครม!! ตกใจว่าเสียงอะไรหว่า ในใจตอนนั้นไม่คิดเกี่ยวกับเทวดาหรือผีสักนิด คิดว่านกหรือสัตว์อะไร ตื่นมายังง่วงอยู่เลยนอนต่ออีกแป็ป แต่..มาอีกแล้ว..โครม!! งะ..ตื่นก็ได้ ตื่นตีสาม สวดมนต์ทำวัตรเช้า..ใจใสดี

นั่งสมาธิอีกสักพัก เสร็จประมาณตี 4 ก็ง่วงอีก นอนต่ออีกแป็ปน่า… ตื่นมาอีกทีตี 5.15 ออกไปเดินเล่นข้างนอก วันนี้ชิวมากเดินมืดๆ ไม่ต้องใช้ไฟฉายเลย เดินแถวลานจอดรถก็ได้ยินญาติโยมขับรถมารอหน้าประตูวัดบ้างแล้ว เห็นหมาตัวนึงเดินเล่นแถวลานจอดรถ (ไม่แน่ใจว่าเหลืองหรือเปล่า) จะลูบหัวแต่หมาจะงับมือสะงั้น โทสะพุ่งเลยกราบหลวงปู่ดูลย์…พอจะกลับใจหายเนาะ

เดินกลับห้องเจอพี่จิ๋ม (อยู่วัดด้วยกัน) พี่จิ๋มบอกว่ามาอยู่นี่ไม่ค่อยมีผัสสะแรงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นกิเลสเนียนๆ ที่ดูยาก โทสะหรือราคะแรงๆ ไม่ค่อยเกิด เราก็บอกว่าเป็นเหมือนกัน (ยิ่งตัวเองเพ่งยิ่งไม่เห็นอะไรหนักเข้าไปอีก) ถึงห้องเห็นรอยเลือดหยดที่ระเบียงสองสามหยด.. น่าจะเป็นนกทะเลาะกันหน้าห้องเมื่อคืน (มั้ง) เลยทำความสะอาดห้องชุดใหญ่อีกรอบ ซักปลอกหมอน, ผ้าเช็ดเท้า, ล้างห้องน้ำ เสร็จเรียบร้อยก็อาบน้ำแต่งตัว กราบพระพุทธรูปในห้องนอนแล้วขนของไปเก็บที่รถ


วันสุดท้ายไม่ต้องนำปิ่นโตเข้าข้างในเพราะไม่ต้องทานมื้อเที่ยงที่วัด ทีมอยู่วัดรอบต่อไป (ศุกร์ – อาทิตย์) มาเป็นวันแรก แต่ไม่รู้ว่าใครบ้าง เจอพี่ผึ้งทักทายกันแป็ปนึง ใกล้ 7.30 ไปนั่งในศาลาใหญ่ที่เดิม วันนี้ใจใสปิ้งตั้งแต่ตื่น ไม่เกร็ง ไม่ตื่นเต้น อยู่ๆ ก๊ชิวสะงั้น สงสัยรายล้อมด้วยผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ นั่งตรงข้ามหลวงพ่อปราโมทย์, ด้านซ้ายมีแม่ชีนุชกับดร.หนุ่ย, ด้านขวามีคณะสงฆ์นำโดยครูบาอ้า, ด้านหลังนั่งติดกันเป็นพี่มาลี

หลวงพ่อเทศน์ช่วงเช้าสนุกเหมือนเดิม ชอบฟังหลวงพ่อเทศน์ เวลาฟังก็เผลอบ้าง,ฟังบ้างสลับๆ กัน วันนี้หลวงพ่อเทศน์ปฎิจจสมุปบาท ดีมากๆ แต่ยาว รอฟัง mp3 จาก wimutti.net นะ (ปัจจุบันคือเป็น dhamma.com ผู้เขียน, 2569) นอกจากนี้ท่านยังสอนเพิ่มเติมเช่น

“ต้องสำรวจตัวเองนะแต่ละปีเราได้อะไรบ้าง ไม่อย่างนั้นเราจะประมาท เราจะรู้สึกเวลาเหลืออีกเยอะ เรายังหนุ่มยังสาว”

“ประเด็นสำคัญที่จะพ้นทุกข์หรือไม่พ้นทุกข์ อยู่ตรงที่ว่าจิตไปยึดถือไหม ไปหยิบฉวยขึ้นมาไหม ถ้าจิตไม่ไปยึดถือขันธ์ขึ้นมา ไม่หยิบฉวยอายตนะขึ้นมา ขันธ์นั้นเป็นตัวทุกข์โดยตัวของมัน แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา”

หลวงพ่อเทศน์เสร็จเราออกไปทานข้าวข้างนอกเหมือนคนอื่นๆ วันนี้ตักข้าวแค่ครึ่งจาน กินพออิ่มมีความสุขจริงๆ….กว่าจะปรับตัวได้วันที่ห้าโน้นแนะ  นั่งทานกับเพื่อนที่มาภาวนารอบเดียวกัน (ปกติต่างคนต่างกิน ไม่ค่อยได้คุย) น้องที่เจออะไรแปลกๆ ก็ยังเจออยู่นะ ทานเสร็จเข้ามานั่งในศาลารอหลวงพ่อเทศน์ช่วงที่สอง วันนี้ส่งการบ้านหลวงพ่อว่าจิตใสๆ สบาย หลวงพ่อท่านบอกว่า

“สังเกตไหม มันมีความสุขขึ้นมา พอหมดความดิ้นรนนะ จิตใจก็สบาย ใจมันมีความทุกข์เพราะมันดิ้นรน จิตที่ดิ้นรนเรียกว่ามันสร้างภพ มันดิ้นรน มันทำงาน มีภพเมื่อไหร่มันก็มีชาติมีทุกข์ขึ้นมาเมื่อนั้น วันนี้จิตไม่ได้ดิ้นรน จิตเป็นยังไง รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ทุกข์หรอก”

อยากจะเขกหัวตัวเอง มัวไปทำของง่ายให้เป็นของยากอยู่ตั้งสี่วัน มันเคยตัวที่จะแทรกแซงสภาวะ มันทนไม่ได้อย่างที่ครูบาอ้าท่านสอนจริง ๆ

ถามหลวงพ่อต่อ บอกท่านว่าจะกลับไปอยู่กับโลกแล้ว หลวงพ่อมีอะไรแนะนำไหมครับ? เจตนาแอบแฝงคืออยากให้หลวงพ่อให้การบ้านเกี่ยวกับการปฎิบัติไปทำ แต่ท่านสอนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่กับโลกแทน ตอนฟังท่านปีติมากๆ แม้เป็นคำสอนที่เราได้ยินท่านสอนบ่อยๆ แต่คราวนี้ถึงจิตถึงใจบอกไม่ถูก รู้สึกถึงความเมตตาจากหลวงพ่อ ท่านสอนเราจากใจเหมือนพ่อเมตตาสั่งสอนลูก  จะจำคำสอนของหลวงพ่อและน้อมนำไปใช้ในการดำรงชีวิตตลอดไปครับ

ท่านสอนเราว่า

อยู่กับโลกก็อยู่อย่างฉลาด อยู่อย่างเท่าทัน
อย่าอยู่แบบเป็นขี้ข้ามัน

อยู่อย่างเท่าทันโลกนะ วิธีที่จะเท่าทันโลกก็คือเท่าทันใจตัวเอง

โลกมันมาหลอกเราไม่ได้หรอก แต่เราหลอกตัวเองได้

อย่างเค้าโฆษณาขายของเยอะแยะใช่ไหม
มันมาหลอกให้เราซื้อได้ไหม?
ซื้อไม่ได้ถ้าเราไม่โลภ

คนมาด่าเราเนี่ย จะด่าสักกี่คนก็เรื่องของเค้า
เราเดือดร้อนไหม ไม่เดือดร้อนถ้าเราไม่โกรธ

งั้นตัวที่ทำให้เราเดือนร้อนก็คือกิเลสในใจเรานี่เอง 

เราอยู่กับโลกอย่างเท่าทันนะ สิ่งที่มากระทบดีบ้าง ร้ายบ้าง”

โลกมีอะไร?

โลกมีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีสุข
มีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ มีนินทา มีทุกข์

โลกมันเป็นอย่างงั้น

เราอยู่กับโลก เราก็ต้องรู้ว่าโลกเป็นอย่างงั้นนะ

โลกไม่ได้มีด้านเดียว
มีแต่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ด้านเดียว
ไม่ได้เป็นอย่างงั้น

ทีนี้ เราอยู่กับโลกเรารู้เท่าทันจิตตัวเอง

ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เกิดขึ้น…ก็ดีใจ
เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เกิดขึ้น เสียใจ
รู้ทันใจตัวเอง

ถ้าใจเข้าสู่ความเป็นกลางแล้ว
เราจะอยู่กับโลกด้วยความเป็นกลาง
โลกไม่กระทบกระทั่งแล้ว เรียกว่า
“คนพ้นโลก”

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชโช

กราบแทบเท้าหลวงพ่อครับ


นอกจากนี้หลวงพ่อเมตตาสอนท่านอื่นๆ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น

“การภาวนาไม่ใช่ว่าจะเร่งความเพียรแบบไหน ถ้าเรามีสติอยู่เนื่อง ๆ มันเร่งความเพียรอยู่ในตัวเองแล้ว เร่งมากกว่านั้นไม่ได้หรอก มันเร่งมากกว่ามีสติไม่ได้แล้ว คอยมีสติรู้สึกกาย มีสติรู้สึกใจไปเรื่อย ได้แค่นั้น ถึงเวลาเค้าพอ เค้าพอของเค้าเองนะ”

“กิเลสเหมือนน้ำ จิตเหมือนดอกบัว ดอกบัวไม่เปียกน้ำไม่เห็นเป็นอะไรเลย แต่ปัญหาคือกิเลสย้อมจิตเราได้ ให้มีสติรู้ทันไป ต่อไปกิเลสส่วนกิเลส จิตส่วนจิตนะ คนละเรื่องกัน”

มีคนนึงส่งการบ้านอยากให้หลวงพ่อแนะนำเรื่องการภาวนาเวลามีความทุกข์มาก หลวงพ่อตอบว่า

“คนที่มีความทุกข์มากนะ ตอนนี้ต้องหาทางผ่อนคลายก่อน ถ้าทุกข์มากมันเครียด อยู่ ๆ จะไปภาวนาให้หาย…ลำบาก”

“ให้คอยรู้ทันใจของเราไปนะ ใจเราที่มันมีทุกข์มาก เพราะเราไม่อยากให้มันมีปัญหา อยากให้ปัญหามันหมดไป ต้องค่อยๆ หัดคอยสังเกตนะความทุกข์กับปัญหาเป็นคนละอันกัน ยกตัวอย่าง อกหักไม่ใช่ความทุกข์นะ..เป็นปัญหา, ตกงานเป็นปัญหา, คนที่เรารักทิ้งเราไปเป็นปัญหา, พ่อแม่เราตายเป็นปัญหา, รถคว่ำ ไฟไหม้ สุขภาพไม่ดี สิ่งเหล่านี้คือปัญหาทั้งสิ้นเลย”

“แต่เมื่อปัญหาในชีวิตเกิดขึ้นมาแล้ว ใจเราไม่ชอบมัน ใจเรามีความอยากเกิดขึ้น อยากให้ปัญหานี้หมดไป ใจมันจะมีความทุกข์เกิดขึ้น เพราะงั้นค่อยๆ สังเกตใจของเราไป ปัญหากับความทุกข์เป็นคนละอย่างกัน ปัญหานี่เราเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาเกิดตลอดแหละเรื่องโน้นเรื่องนี่ แต่ใจเนี่ยไม่ทุกข์ได้ เพราะงั้นให้สังเกตใจที่อยากให้มันสิ้นปัญหา ใจที่ปฎิเสธปัญหานะ”

“ถ้าใจเรายอมรับความจริงได้นะว่าทุกอย่างในชีวิตเราเป็นของชั่วคราว ความทุกข์ก็จะผ่านไป เหลือแต่ปัญหานะ ไม่นานปัญหานั้นก็จะหมดไป ไม่มีอะไรคงทนถาวรหรอกนะ พอใจเรามีความสุขขึ้นมานะก็อย่าหลงระเริงกับโลก คราวนี้ต้องภาวนาไว้นะเผื่อเจอะเจอความทุกข์ข้างหน้าอีก คอยรู้ทันจิตของตัวเองเนือง ๆ ไป”


อีกคนนึงขอการบ้านหลวงพ่อ หลวงพ่อ

“ให้ไปคอยสังเกตใจ คอยดูจิตดูใจไปเรื่อย ๆ นะ ร่างกายเคลื่อนไหวก็รู้สึก ใจแอบไปคิดก็รู้ทัน”

โยมบอกว่า แค่นี้เองเหรอคะ? (โยมทั้งศาลาขำกัน) 

หลวงพ่อท่านตอบว่า 

“แค่นี้ก็เป็นพระอรหันต์ได้ จะเอาแค่ไหนนน?” (หัวเราะกันต่อ) 

คนนี้ก็ตอบว่า แค่นี้ก็แค่นี้คะ! (หัวเราะกันไม่หยุดเลยละ) หลวงพ่อเมตตาอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า

“รู้ไหม…ดูจิตเฉยๆ นี่แหละสมถะก็ได้ วิปัสสนาก็ได้ ศีลก็มี สมาธิก็มี”

“อย่างดูจิตแล้วมีศีลได้อย่างไร?

ดูจิตแล้วพอเราเห็นกิเลสเกิดขึ้นมา เรารู้ทัน กิเลสจะครอบงำจิตไม่ได้ เราจะไม่ผิดศีล”

พอใจมันฟุ้งซ่านขึ้นมาเรามีสติรู้ทัน ความฟุ้งซ่านจะดับไป ใจจะมีสมาธิขึ้นมา”

เสร็จแล้วเราก็จะเห็นจิตใจมันขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวมันปรุงมันแต่งทั้งวันเลย เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หมุนเวียนเปลี่ยนไป นี่มันไม่เที่ยงตลอดเลย มันบังคับไม่ได้ นี่เห็นไตรลักษณ์นะ นี่คือวิปัสสนา”

งั้นการที่เราคอยรู้ทันจิตตัวเองนะ ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดพร้อมเลย”


หลวงพ่อเทศน์จบก็ออกไปห้องน้ำ กลับมานั่งในศาลาสักพัก กราบพระประธาน กราบหลวงปู่ดูลย์ กราบหลวงพ่อปราโมทย์ นั่งรอจนท่านสอนพระอาคันตุกะเสร็จเราก็กราบท่านอีกครั้ง เตรียมตัวกลับบ้าน….

ไปวัดคราวนี้ได้อะไรเยอะดี ที่ชัดคือ

ยิ่งอยากยิ่งห่างไกล ยิ่งรีบยิ่งไม่ถึง

ถ้าพยายามทำอะไรเพื่อให้ได้อะไร สิ่งที่ได้มาไม่ใช่ของจริง แต่มันดื้อ มันดิ้นรน (จะดิ้นไปถึงไหน) จริงๆ แล้วอะไรปรากฎตรงหน้าก็รู้ไปซื่อๆ..แค่นั้นเอง..

วันแรกถึงวันที่สี่มีแต่ความพยายาม เร่งความเพียรต่างๆ นาๆ เลิกดิ้นวันสุดท้ายใจก็ปกติขึ้นมา

นอกจากตระกูลเพ่งต่างๆ แล้วยังได้รู้จักอารมณ์กลัวผี, อารมณ์เบื่อกิน, อารมณ์ขาดสติตักอาหารไม่ยั้ง (อันนี้..ไม่อยู่วัดก็เป็น) อารมณ์กินให้อิ่มไปงั้นๆ (ทำไมมีแต่เรื่องกิน), ได้รู้จักกัลยาณมิตรใหม่ๆ ได้รู้ว่าวันวัดปิดนี่เงียบจริงๆ ได้ซักผ้าแบบไม่มีกาละมัง ได้ถือศีล 8 ได้ลดน้ำหนัก (1 โล) ได้ทำวัตรเช้าเย็นทุกวัน โอ้ย…บรรยายไม่หมด เอาเป็นว่า ได้รู้จักตัวเองขึ้นมาอีกตี้ดดนึงแล้วกัน


กราบบูชาพระรัตนตรัยที่เป็นแสงสว่างส่องนำทางให้เรามีวันนี้ กราบแทบเท้าครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ชี้แนะสั่งสอนทั้งจากการได้ไปกราบ, ฟังธรรมะ และผ่านตัวอักษรจากหนังสือของท่านกราบแทบเท้าหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่เมตตาเราตั้งแต่วันแรกที่ไปสวนสันติธรรม ทำให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจความทุกข์ เข้าใจความสุข เข้าใจโลกมากขึ้น

แม้ยังเดินก้าวแรกไม่เป็น แต่จะหัดยืนและหัดเดินต่อไปตามทางที่พระพุทธองค์เมตตาชี้ทางไว้ จะปฎิบัติถวายเป็นพุทธบูชาและอาจาริยบูชาแด่พระอาจารย์ปราโมทย์ผู้ชี้ทางสว่างให้ชีวิต ตราบจนถึงปลายทาง

ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะคุณยายที่เลี้ยงดูและปลูกฝังความใกล้ชิดพุทธศาสนา ใกล้ชิดธรรมะให้เราตั้งแต่ยังเล็ก

ขอบคุณหมวย ที่เข้าใจและร่วมอนุโมทนาบุญในการมาภาวนาที่วัด บุญกุศลอันใดที่เกิดขึ้นจากการมาปฎิบัติธรรมใกล้ครูบาอาจารย์ครั้งนี้ ขอให้หมวยได้รับบุญกุศลและความสุข มีส่วนร่วมในบุญทั้งหมดทั้งสิ้นด้วย

ขอบคุณกัลยาณมิตรพี่ๆ น้องๆ ที่สนับสนุนเราในทุกด้าน ให้คำแนะนำ, คำปรึกษา และกำลังใจในทุกๆ เรื่องเสมอ 

ของคุณตัวเองที่ไม้ท้อถอย แม้ทางข้างหน้าจะอีกยาวไกล แต่วันนี้มีกำลังใจที่จะเดินต่อไปให้ถึงปลายทาง

บุญกุศลและความสุขอันใดเกิดจากการไปปฎิบัติธรรมครั้งนี้ ขอให้เพื่อนทุกคนมีส่วนร่วมอนุโมทนาและรับความสุขทุกคนด้วยครับ


ขอจบ series ไปภาวนาที่สวนสันติธรรม 5 วันไว้เท่านี้ มีโอกาสได้ไปภาวนาที่ไหนอีกจะมาเขียนเพิ่มเติมนะครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนครบ 5 วันนะครับ


Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *