
วันที่สี่ 26 พฤศจิกายน 2552
วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี 3 ด้วยอารมณ์โทสะว่าตื่นมาทำหยังฟะ ยังง่วง + มึน อยู่เลย จะนอนต่อก็ไม่หลับเลยเปิดฟัง mp3 หลวงพ่อนอนเล่นไปด้วย สักพักตื่นมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ + ทำมือหลวงพ่อเทียนอีกแป็ปนึง (แป็ปจริง ๆ อย่างละ 5 นาทีได้) ยังเพ่งอยู่พอสมควรนะ ตั้งใจมากไปโดยเฉพาะการทำในรูปแบบเสร็จก็ออกไปเดินเล่นข้างนอก แปลกเนาะ…เดินตอนเช้ามืดไม่กลัวเหมือนตอนกลางคืน (ทำไมหว่า? หรือคิดว่าอีกเดี๋ยวก็เช้าแล้ว..)
ดาวตอนเช้าสวยอีกแบบเพราะไม่มีแสงจันทร์มากวน เห็นดาวชัดเจนกว่าหัวค่ำมาก เดินชิวสักพักกลับมาห้องนั่งอ่านหนังสือต่อ อาบน้ำออกไปศาลาใหญ่ตั้งแต่ยังไม่ 7 โมง เอาปิ่นโตจากห้องอาหารไปไว้ในศาลาใหญ่แล้วออกมาข้างนอก (วันนี้น่าจะเป็นวันที่สวนสันติธรรมเปิดให้ญาติโยมมาฟังธรรมได้ ผู้เขียน, 2569)
เดินเล่นเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนคนนี้เก่งมากๆ entrance ได้คะแนนสูงสุดของประเทศสาขาศิลป-คำนวณของปีนั้นเลย ตอนนี้ลาออกจากงานประจำมาเป็นครูสอนโยคะ เพิ่งกลับจากปฎิบัติธรรมที่วัดบุญญาวาส อนุโมทนากับเพื่อนด้วยนะ
กลับมาศาลาใหญ่เตรียมตัวฟังหลวงพ่อ วันนี้นั่งแถวหน้าสุดแถมนั่งตรงข้ามกับหลวงพ่อ ตื่นเต้นเป็นพิเศษ 7.30 หลวงพ่อออกมาไปกราบพระอาคันตุกะก่อนท่านเทศน์ ตอนหลวงพ่อกราบพระอาคันตุกะใจปีติมาก เป็นจริยวัตรที่งดงามของภิกษุสงฆ์จริง ๆ (ปีติมาก ๆ อีกครั้งช่วงที่คณะสงฆ์กราบพระประธานและกราบพระอาวุโสสูงสุดก่อนฉันเช้า
)
ช่วงเช้าหลวงพ่อเทศน์สนุก ลองฟังแบบคอยดูสภาวะก็เห็นกายมันขยับ มันหัวเราะเป็นพักๆ สงสัยนั่งใกล้หลวงพ่อเลยได้รับพลัง เพราะปกติไม่เห็นแบบนี้ ท่านเทศน์ช่วงเช้าว่า
“การภาวนาไม่ยากอะไร อยู่ที่ว่าเข้าใจหลักหรือเปล่า ถ้าเข้าใจหลักก็ไม่เกินวิสัยที่มนุษย์ธรรมดา ๆ จะทำได้”
“เราไปวาดภาพธรรมะว่ายากเลยท้อแท้ใจที่จะศึกษา เราเลยเลือกทำของง่ายก่อน ของง่ายคืออะไร? คือหลงตามโลกไป เรียนก็เรียนตามเค้า ทำงานตามเค้าไป มีครอบครัวตามเค้าไป แล้วก็เจ็บก็ตายตามๆ เค้าไปด้วย”
“เราชอบคิดว่ามีแรงก็ไปยุ่งกับโลกก่อน..หมดแรงแล้วค่อยเข้าวัด อันนี้เข้าใจผิดอย่างร้ายแรงเลย การปฎิบัติธรรมนั้นนำความสุขมาให้ ทำไมต้องรอจนแก่ถึงปฎิบัติ บางคนรอจนแก่ค่อยภาวนา..ไม่ทันแก่ก็ตายเสียก่อน”
“การปฎิบัตินั้นให้รู้ด้วยความเป็นกลาง ไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เห็นจะยากตรงไหน ไม่มีอะไรสักหน่อย สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ มันโลภ มันโกรธ มันหลง ก็รู้ รู้ลูกเดียว ตกค่ำก็ทำสมถะพอให้มีกำลัง”
“สมาธิทิ้งไม่ได้นะ ถ้าเราเดินปัญญารวดเดียวนี่ใจจะแห้งแล้ง สมาธิเราก็ทำ วิปัสสนาเราก็เดิน ทำทั้งสมถะและวิปัสสนาดีที่สุด”
“ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดความสงบ งั้นเราเคล้าเคลียอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศลนะ อารมณ์กุศลนำความสุขมาให้”
“รู้จักผ่อนปรนตัวเองนะ เครียดเกินไปภาวนาไม่ไหว แต่ไม่ใช่ผ่อนปรนจนไม่ภาวนา ภาวนาต้องไม่เครียดนะ จิตที่เครียดเป็นอกุศล เป็นโทสะ จิตที่เครียดสติไม่เกิดหรอกเพราะสติไม่เกิดร่วมกับกิเลส ถ้าเมื่อไหร่กิเลสเกิดสติไม่เกิด เมื่อไหร่สติเกิดกิเลสไม่เกิด สติกับกิเลสไม่เกิดด้วยกัน”
“ต้องรู้นะว่าอะไรคืองานหลัก อะไรคืองานรอง งานหลักของเราคือการเจริญปัญญา มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชโช
ส่วนการทำทาน รักษาศีล ทำความสงบจิต เป็นงานสนับสนุน ควรทำไหม? ควรทำนะ แต่ควรทำเพื่อให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรงมาทำวิปัสสนา ให้จิตอยู่กับเนื้อกับตัว มีความสุข จะได้คอยรู้กายคอยรู้ใจ ว่าจริง ๆ กายนี้ใจนี้เป็นไตรลักษณ์นะ”
“การเจริญปัญญาไม่มีเรื่องอื่นเลย”
หลังท่านเทศน์เสร็จ 8 โมงเป็นช่วงทานอาหาร เป็นวันแรกที่ตักอาหารต่อจากพระสงฆ์และแม่ชี อาหารเยอะมากลานตาไปหมด ช่วงนั่งรอคุยกับพี่แมวว่านั่งตรงกลางตื่นเต้น เกร็งไปหมด พี่แมวถามว่าโอเคไหมเราก็ว่าโอเค (แต่เกร็ง
) วันนี้กับพรุ่งนี้พี่แมวอาสาเป็นคนจดเบอร์เวลาหลวงพ่อเรียกโยม ดีจังไม่ต้องจดเอง อนุโมทนาพี่แมวด้วย
อาหารมาก็ตักสำหรับมื้อเช้า (ใส่จาน) + กลางวัน (ใส่ปิ่นโต) แบบตามใจกิเลสล้วนๆ ทำให้ตักไว้มากและประสบกับปัญหาเดิมคือมากเกินไป รีบทานเพราะเวลาน้อยแต่ตักเยอะ รู้เลยว่าอาหารที่ดูน่าอร่อยนั้นพอปนกันแล้วหาความอร่อยอะไรไม่ได้ แค่สักแต่กินให้มันอิ่มเท่านั้น เริ่มเข้าใจว่าเรากินเพราะกิเลสบงการให้ตักโน้นตักนี่ อยากได้รสอร่อยตอนอาหารสัมผัสลิ้น ที่ละเมียดละไมกินทุกวันเพราะอยากให้ความอร่อยมันละลายอยู่ในปากนาน ๆ แค่นั้นแหละ (พอเข้าใจธุดงค์วัตรว่าเหตุใดพระท่านจึงฉันในบาตร)
ขนาดเราเป็นโยม อาหารที่ชิ้นใหญ่เกินไป, อาหารที่แกะยาก, กินยาก เรายังไม่ตักเลย พระที่เคร่งในการฉันท่านคงไม่ตักเหมือนกัน ต่อไปเวลาถวายอาหารจะได้เตรียมให้ถูกเนาะ กินเสร็จรีบล้างจาน, ล้างปาก, เข้าห้องน้ำ กลับมานั่งหลวงพ่อก็มาเทศน์พอดี ท่านเทศน์รอโยมสักพักจน 9 โมง ท่านเน้นว่า
“ธรรมะไม่เกินวิสัยที่มนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจได้
ที่ไม่เข้าใจเพราะเผลอไปกับเพ่งไป เพ่งกายเพ่งใจนั้นรู้กายรู้ใจก็จริงแต่ไม่เห็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่การเจริญปัญญาหรอกนะ”
ส่งการบ้านเริ่มจากคนที่อยู่วัดก่อน ตอนคนอยู่วัดส่งการบ้านแม่ชีนุชจะตั้งใจฟังมาก หันมาดูตลอด เราเลยยิ่งตื่นเต้น อิอิ หลวงพ่อแนะนำท่านหนึ่งว่า
ถ้าเมื่อไหร่อยากให้ดีมันจะไม่ดี..จำไว้นะ เพราะเมื่อไหร่ความอยากเกิดขึ้น สติจะไม่เกิดหรอก แต่ถ้าใจมันอยากดี มีสติรู้ทันว่าใจอยาก ก็ใช้ได้แล้ว
ถึงตาตัวเองถามแล้ว ถามหลวงพ่อเรื่องจิตตั้งมั่น ท่านแนะนำว่า
การทำในรูปแบบนะทำให้จิตตั้งมั่นดีมาก แต่ถ้าไม่มีเวลาทำในรูปแบบนะ มีสติรู้ลงปัจจุบัน เห็นใจที่ไหลไป พอรู้ทันใจที่ไหลไป ใจจะตั้งมั่นขึ้นเอง แต่ตั้งชั่วขณะนะ
และท่านแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า
เบื้องต้นถ้ามันไม่เห็น (ขันธ์แยกออก) ช่วยมันคิดนิดนึง หลวงปู่ดูลย์เคยบอกนะ คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงจะรู้ แต่ต้องอาศัยคิด งั้นถ้าหากเราดูแล้วขันธ์มันไม่ยอมแยกเลยช่วยคิดนำนิดหน่อย แต่อย่าคิดมากนะ ฟุ้งซ่าน
นอกจากนี้หลวงพ่อได้ตอบผู้อื่นที่น่าสนใจหลายท่าน เช่น
“สิ่งที่เรียกว่าตัวเรานั้นไม่มีจริงหรอก มันประกอบด้วยขันธ์จำนวนมาก แล้วเราไปสำคัญมั่นหมายว่ากลุ่มของขันธ์อันนี้คือตัวเรา การเจริญปัญญาคือการถอดถอนความเห็นผิดว่ามีตัวเรา เราก็ค่อยๆ แยกมันไปเรื่อยๆ นะ พอใจเราสงบ ใจเราตั้งมั่นก็ค่อยๆ ดูนะ ร่างกายกับจิตก็คนละอันกัน สุขทุกข์ก็คนละอันกับจิตกับกาย กิเลสก็คนละส่วนกัน ต่อไปทุกอย่างก็แสดงไตรลักษณ์ให้ดูได้ทั้งสิ้นเลย ค่อยดูไปนะ”
“ไม่ใช่บรรลุเพราะนอน แต่บรรลุเพราะภาวนานะ แต่ที่จะนอนแล้วสติเกิดเพราะหมดความจงใจ แต่ก็เพราะจงใจมาก่อน ถ้าอยู่ๆ ไม่ภาวนาแล้วมานอนกะให้สติเกิด ไม่เกิดหรอกนะ”
กราบหลวงพ่อที่เมตตาพวกเราทุกคนมาก ๆ ครับ
เสร็จจากศาลากลับห้องไปแกะเทป + เขียนไดอารี่ แกะเสร็จก็อ่านหนังสือแป็ปนึง ก็ถึงเวลากินอีกแล้ว ทนกินเป็นวันที่ 4 แถมวันนี้ทรมานเป็นพิเศษเพราะตักเยอะผิดปกติ (แถมถุงห่อใบตองที่เราคิดว่าเป็นขนมหวานแกะมาดันเป็นห่อหมกอีก กินห่อหมกแทนขนมก็ได้
) ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าพรุ่งนี้จะกินน้อยแต่พอดี เย็นหิวก็ช่างมัน (แต่ เอะ…พรุ่งนี้กลับบ้านก็กินข้าวเย็นแล้วนี่ จิตมันฉลาดแกมโกงจริงๆ)
ช่วงบ่ายเดินจงกรมแถวๆ ริมกำแพงวัด เพ่งเช่นเดิม ความเบื่อเริ่มเข้ามาแทรก แต่กลับห้องสวดมนต์แล้วดีขึ้น ช่วงนี้ติดภพนักปฎิบัติ เมื่อก่อนหัดใหม่ๆ ติดภพนักเพ่งจิต มาคราวนี้ได้การบ้านเกี่ยวกับกาย ก็มาติดภพเพ่งกายแทน เห็นเลยว่าใจอึดอัด ดิ้นรน สร้างตัวรู้ปลอมๆ มาดูกายเคลื่อนไหว ตัวนี้จะแน่นๆ แข็งๆ ไม่เป็นธรรมชาติ รู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่มันไม่ยอมเลิกแฮะ มาวัดคราวนี้รู้จักทั้งนักเพ่งจิตและกายครบ สังเกตว่าหลงไปนั้นยังดีกว่าเพ่ง เพราะหลงยังมีโอกาสรู้แต่ถ้าเพ่งไว้แทบไม่มีโอกาส “สักว่ารู้” เลย
ตอนเย็นสวดมนต์และฟังเทปหลวงพ่อ แก้เพ่งด้วยการเปิดมือถือแล้วอ่าน twitter ใจสบายขึ้น เริ่มหมดความพยายามในการปฎิบัติ เก็บของเล็กๆ น้อยๆ เตรียมกลับบ้าน เสร็จเอาอาหารที่เตรียมเผื่อหิวกลางคืนไปใส่ตู้อาหารกลางเผื่อเพื่อนรอบหน้าหิวจะได้มีไว้ทาน ล้างกระติกน้ำไปเก็บที่ส่วนกลาง
ทุ่มกว่าก็ออกมาเดินลานหน้าวัดอีก ไปนั่งเล่นแถวลานหลวงปู่ดูลย์ ดูดาวไปเรื่อย เห็นพี่แมวเดินจงกรมที่ลานจอดรถคนเดียว พี่แมวขยันมาก อนุโมทนาพี่แมวจากใจ ส่วนเราก็เดินเล่นชิวๆ เหมื่อนเพ่งมันคลายลงบ้างแล้ว คืนนี้นอนเร็ว สองทุ่มกว่า ๆ ก็ง่วง พรุ่งนี้อยู่วัดวันสุดท้ายแล้วสินะ พอจะกลับบ้านก็ใจหายเหมือนกัน….
สรุปวันที่สี่ วันนี้เริ่มหมดแรงจะปฎิบัติ แต่หมดแรงแล้วดีขึ้นนะ เริ่มเลิกดิ้นรนก็ดีขึ้น หลวงพ่อท่านเทศน์บอกว่าปกติคนอยู่วัดจะเริ่มดีวันที่ 3 แต่เราเริ่มดีตอนกลางคืนวันที่ 4 แฮะ
ฉบับหน้าเป็นวันสุดท้ายพร้อมบทสรุปนะครับ ขอบคุณที่ตามอ่านมาตั้ง 4 วัน ^^

Leave a Reply