เนื้อหาเหล่านี้ ผู้เขียนนำมาจากบันทึกที่เคยเขียนไว้ใน multiply.com สมัยเกือบ 20 ปีแล้ว นำมาเก็บไว้ที่ sophony.co เพื่อจะได้ระลึกถึงอดีตช่วงที่เขียนบันทึกนั้นได้ โดยมากจะรวมหลายตอนสั้นๆ มารวมเป็นบันทึกเดียว ดังนั้นจะยาวหน่อยนะครับ
ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ไปอีสานอย่างจริงจัง ตั้งใจมานานแล้วว่าอยากไปกราบครูบาอาจารย์ที่อีสาน โดยเฉพาะอยากมีโอกาสกราบนมัสการพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด แต่ไม่มีโอกาสที่เหมาะจนปล่อยเวลาล่วงเลยมาเป็นปี กระทั่งได้สนทนากับผู้ใหญ่ที่เคารพ (คือพี่ดังตฤณ ผู้เขียน, 2569) ท่านแนะนำว่าควรลงมือทำอะไรที่ตั้งใจไว้ในใจ เลยได้ฤกษ์วางแผนไปอีสานในช่วงวันหยุดยาวเข้าพรรษา ๒๒ – ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ การเดินทางครั้งนี้ได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์มากๆ จากกัลยาณมิตรผู้มีพระคุณอีกท่านคือพี่ชมพู อนุโมทนาพี่ด้วยครับ
22 ก.ค. 2553
รอหมวยเลิกงาน ออกเดินทางจากกรุงเทพตอนเย็นเพื่อไปโคราช ฝนตกตลอดทางทำให้ขับรถได้ช้า ระยะทาง 270 กิโลใช้เวลา 4 ชั่วโมงกว่า กว่าจะถึงโคราชปาเข้าไปสามทุ่มกว่า นอนที่โรงแรมอารมณ์ดี อยู่แถววัดป่าสาลวัน ใหม่ใช้ได้ ราคาคุ้มค่าคืนละ 480 บาทเท่านั้น
23 ก.ค. 2553
ตื่นเช้าทานข้าว ไปวัดป่าสาลวันใกล้ที่พัก กราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุฯ และรูปเหมือนของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ช่วงที่ไปมีเด็กประถมและเด็กมหาวิทยาลัยมาวัด เด็กเล็กมากวาดลานวัด หัดไหว้พระ ส่วนเด็กผู้ใหญ่มาถวายเทียนพรรษา เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยเห็นในกรุงเทพฯ เสร็จจากวัดป่าสาลวัน ออกเดินทางไปจังหวัดอุดรธานีผ่านจังหวัดของแก่น
ใช้เวลาสองชั่วโมงก็ถึงตัวเมืองขอนแก่น แวะทานแหนมเนืองลับแล อร่อยดี ขับรถต่ออีก 120 โลก็ถึงอำเภอเมืองอุดรธานี แวะโรงแรมบ้านเชียงนำของไปเก็บให้เรียบร้อย
ออกไปวัดโพธิสมภรณ์เพื่อกราบ หลวงปู่จันทร์ศรี จันฺททีโป แต่ตอนไปถึงเป็นเวลาพักผ่อนของหลวงปู่ (หลวงปู่ให้โยมกราบนมัสการได้เวลา 17.30 – 18.30) เลยเปลี่ยนไปวัดป่าโนนนิเวศน์ก่อน (วัดที่อยู่ในตัวเมืองอุดรใช้เวลาเดินทางแป็ปเดียว ห่างกัน 3-4 กิโลเอง)
ไปกราบรูปเหมือนหลวงปู่มั่น และกุฏิจำลองของหลวงปู่มั่น วัดนี้หลวงปู่มั่นเคยจำพรรษาสองพรรษาช่วงท่านเดินทางจากภาคเหนือกลับไปภาคอีสาน ตอนไปถึงเป็นเวลาที่พระทำความสะอาดวัด ไปกราบหลวงปู่ยอยที่ลานวัด ท่านกำลังกวาดลานวัดอยู่ สนทนากับท่านนิดนึงท่านบอกว่าให้มาใส่บาตรที่วัดช่วงเช้าได้ กราบลาท่านก็ออกไปโลตัส ซื้อสังฆทานจำนวน 9 ชุดประกอบด้วยของใช้หลายอย่าง เช่น ยาอมตาตะขาบห้าตัว, แซมบัค, ถ่ายไฟฉาย, หลอดไฟ, สมุด, ปากกา ฯลฯ เสร็จตอนห้าโมงกว่าก็ขับรถไปวัดโพธิสมภรณ์อีกครั้ง

ได้เข้าไปกราบหลวงปู่จันทร์ศร๊ในกุฏิท่าน แม้ท่านอายุมากแล้ว (ปีนี้ท่านอายุ 99 พรรษา) และเดินค่อยไม่สะดวก แต่ท่านผ่องใสมากๆ เมตตามากๆๆๆๆ ได้ถวายสังฆทานกับท่าน มีโยมท่านหนึ่งกำลังจะไปผ่าตัด ขอให้ท่านพรมน้ำมนต์ให้ เราเลยได้รับน้ำมนต์จากท่านด้วย (Lucky ^__^) ได้กราบท่านใกล้ชิดมากๆ มีท่านกับพระอุปฐาก และโยมอีกท่านเดียวเอง นอกจากนี้ยังได้รับหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้: ความจริงที่ลบไม่เลือน” ขอยกตัวอย่างมาให้อ่านกันดังนี้
“การคุยสนุก หากเกินหนึ่งชั่วโมง คือการทำลายเวลาอันมีค่าของตน และคนอื่น”
“ในทางโลก การได้มามากๆ
เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาแต่ในทางธรรม
การสละสิ่งที่มีมากๆ ให้หมดไป
แม้แต่สิ่งละเอียดอ่อนภายในใจได้
ท่านว่าประเสริฐที่สุด”
“ธรรมดาของชีวิต มีแล้วก็กลับไม่มีได้
โลกสลับกันไปมา เหมือนมืดแล้วสว่าง อย่าเสียใจหรือดีใจกับสิ่งใดให้มากนัก”
“ความทุกข์ของคนประการหนึ่ง คือต้องการให้คนอื่นเป็นอย่างที่ตัวเองคิด ขณะที่ตน
ก็เป็นอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็นไม่ได้”
“โลกนี้และชีวิตนี้ไม่มีอะไร
เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้มานานแล้ว
เราสุขเราทุกข์อย่างนี้มาหลายภพหลายชาติแล้ว
อย่าโศกเศร้าเสียใจไปนักเลย”
“ความชั่วทุกอย่าง แม้ไม่มีใครเห็นก็คือชั่ว เพียงแต่จะชั่วเร็วหรือชั่วช้า
หากมีคนเห็น ก็ชั่วเร็ว
แต่ถ้ายังไม่มีคนเห็น ก็ชั่วช้า”
อยู่ใกล้ๆ ท่านแล้ว รู้สึกมีความสุขเพราะความเมตตาของท่านล้นออกมาจนเราสัมผัสได้ ท่านอาพาธเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบจึงเหนื่อยง่าย จึงไม่ได้รบกวนท่านมาก
กราบลาท่านเสร็จก็ไปทานอาหารอีสานที่ร้านครัวคุณน้อยแถวๆ วัดป่าโนนนิเวศน์อีกครั้ง โลภะแทรกสั้งมาเสีย 5 อย่าง เกินพอดี เสร็จแล้วแบกสังขารที่อิ่มตื้อกลับโรงแรม เตรียมตัวนอนเพราะวันรุ่งขึ้นต้องแต่ตื่นเช้าไปใส่บาตรที่วัดป่าบ้านตาด พักโรงแรมบ้านเชียงราคาคืนละ 1,100 บาท (แต่ไปเจอโรงแรมใหม่แล้ว ชื่อ Prajarktra ราคาแพงกว่า 200 แต่ใหม่กิ้ก มาคราวหน้าจะมาลองพักทีนี่)
24 กค. 2553
วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี 4.45 ลงไปซื้อของใส่บาตรหน้าโรงแรม ออกเดินทางไปวัดป่าบ้านตาด ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ถึง มาถึงวัด 6 โมงนิดๆ คนเยอะพอสมควร นำของตักบาตรไปเตรียมไว้ที่บริเวณที่ทางวัดจัดไว้ คนทะยอยมาเรื่อยๆ จน 6 โมงกว่าเกือบ 7 โมงพระท่านเริ่มบิณฑบาตรเป็นแถว เราทะยอยใส่บาตร เสร็จเข้าไปที่ศาลาคนเยอะมากเกือบหาที่นั่งไม่ได้

ได้กราบนมัสการหลวงตามหาบัวเป็นครั้งแรก ปีติมากๆ หลังจากท่านตักอาหารเสร็จ หลวงตาท่านให้พรและเริ่มฉัน ช่วงท่านฉันอาหารทางวัดจัดให้ญาติโยมถวายของโดยให้วางบริเวณด้านข้างหลวงตา เราเลยได้ถวายและกราบท่านใกล้ๆ เสร็จแล้วก็กลับมานั่ง ท่านฉันเสร็จจะมีเจ้าหน้าที่รับข้าวก้นบาตรมาแจกจ่ายให้คนในศาลาได้กินคนละนิดหน่อย หลวงตาสนทนากับพระและโยมอีกสักพัก ท่านให้พรอีกรอบแล้วกลับเข้าบริเวณที่พัก ปีนี้ท่าน 96 พรรษาและมีแผลบริเวณขาซ้ายทำให้เดินไม่ค่อยสะดวก
เสร็จจากศาลาใหญ่ก่อนออกจากวัดป่าบ้านตาดแวะกราบคุณแม่จันดีก่อน หมวยได้ถวายปัจจัยกับคุณแม่จันดีด้วย

เสร็จจากวัดป่าบ้านตาดเดินทางไปวัดภูผาแดงเพื่อกราบนมัสการ หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง วิ่งไปทางอำเภอหหนองวัวซอ วัดภูผาแดงจะแยกจากถนนใหญ่เข้าไปประมาณ 6 กิโลเป็นทางลาดยางอย่างดี (ระยะทางจากวัดป่าบ้านตาดถึงวัดภูผาแดงประมาณ 40 นาที)
ไปถึงวัดประมาณ 10 โมงครึ่ง ตอนแรกคิดว่าครูบาอาจารย์ท่านคงพักผ่อนแล้ว เตรียมตัวถวายสังฆทานกับพระรูปใดก็ได้ในวัด ไปถามพระในวัดเลยทราบว่าพระอาจารย์หลวงตามหาบัวท่านมาที่วัดภูผาแดง ตอนนี้พักผ่อนอยู่ ปกติหลวงปู่ลีจะลงมาเวลาบ่ายโมงแต่วันนี้ท่านจะลงมาเร็วเพราะหลวงตามา ให้โยมรอถวายกับท่านได้เลย (Lucky ^__^)
วัดภูผาแดงอยู่บนภูแต่ไม่สูงมาก สงบ มีศาลากลางวัดที่เรียบง่าย หลวงปู่ลีท่านบวชเป็นเณรตั้งแต่งานประชุมเพลิงหลวงปู่มั่นและติดตามหลวงตามหาบัวมาตลอด นั่งเล่นเดินเล่นในวัดสักพักจนเกือบเที่ยงหลวงตาออกมานั่งพักหน้าศาลา หลวงปู่ลีและพระลูกวัดมาต้อนรับ ปฎิปทาครูบาอาจารย์ท่านน่าเลื่อมใสมาก ท่านและพระลูกวัดนั่งที่พื้น น้อบนอมหลวงตาดั่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์อย่างแท้จริง
มีโอกาสฟังโอวาทหลวงตามหาบัวสนทนา พระอาจารย์ท่านบอกว่าช่วงนี้ท่านเดินไม่ค่อยสะดวก ไปไหนไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อน ได้ฟังประโยคหนึ่งที่โดนใจ ท่านเทศน์ว่า
“ที่ยังไม่สงบ เพราะปัญญายังไม่ถึงที่สุด ถ้าปัญญาถึงที่สุดแล้ว มันจะสงบของมันเอง”
ได้มีโอกาสเข้าไปกราบและถวายปัจจัยกับหลวงตามหาบัวอย่างได้ชิด ได้กราบหลวงปู่ลีและถวายสังฆทานกับท่าน ปีติจริงๆ หลวงปู่ลีท่านเป็นคนพูดน้อยเช่นเดียวกับครูบาอาจารย์วัดป่าหลายท่านที่เน้นการปฎิบัติ กราบลาท่านแล้วเดินทางไปวัดถ้ำสหายเป็นสถานที่ต่อไป ระหว่างทางแวะทานมาม่าที่ร้านชาวบ้านแถวนั้น (แนะนำว่าให้เตรียมอะไรไปทานตอนเที่ยงเพราะร้านอาหารแถวนั้นหายาก ส่วนใหญ่เป็นป่า)

ทางไปวัดถ้ำสหายขับยาก เป็นทางลูกรัง เข้าไปลึกจากถนนใหญ่ (14 กิโล) ไปถึงเกือบบ่ายสองเป็นเวลาที่พระที่วัดฉันน้ำปานะพอดี ได้กราบ หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร และถวายสังฆทานกับท่าน ตอนไปถึงไม่มีโยมเท่าไหร่เลย มีท่านนั่งอยู่บนตั่งและมีพระกำลังฉันน้ำปานะอยู่ในศาลา ท่านถามว่า “มีของกินหรือเปล่า?” ตอบท่านไปว่าไม่มียกเว้นยา ท่านจึงรับประเคน
หลวงปู่ถามว่าไปกราบพระประธานบนถ้ำหรือยัง และให้ไปกราบพระบนถ้ำ จึงขึ้นไปกราบพระด้านบน ในถ้ำสงบมาก สัปปายะ มีพระพุทธรูปและภาพครูบาอาจารย์มากมาย ชอบกุฎิหลวงปู่มาก เป็นกุฎิไทยมีรางเลื่อนสามารถเลื่อนเข้าออกได้ ถามคนดูแลได้ความว่าท่านออกแบบเอง เวลาต้องการความสงบท่านก็จะเลื่อนกุฏิออกไปอยู่ลอยตรงกลาง เข้าใจว่าโยมคงไปกวนท่านเยอะ
วัดถ้ำสหายมีพระจำพรรษาอยู่ถึง 59 รูป โดยพักอยู่ตามป่าเขา ดูสัปปายะดีจริงๆ เดินในวัดสักพักก็ออกจากวัดเพื่อไปวัดภูสังโฆเป็นสถานที่ต่อไป ขากลับนี่หลงนิดหน่อย หาทางออกไม่ได้ (ขนาดมี GPS นะเนี่ย)

วัดภูสังโฆไปทางหนองวัวซอลึกเข้าไปอีก ทางงงพอควร ขับตาม GPS อย่างเดียว วัวภูสังโฆอยู่บนเขาสมชื่อ ไปถึงวัดเวลาบ่ายสามครึ่ง จอดรถปุ้ปพระท่านก็มาถามว่ามาพบใครหรือเปล่า จึงตอบท่านว่ามาถวายสังฆทานและมากราบ หลวงพ่อวันชัย วิจิตฺโต ท่านจึงบอกว่าหลวงพ่อลงมาพอดีให้ไปกราบท่านได้เลย จึงเดินตามพระท่านไปกราบหลวงพ่อบริเวณทางเดินในวัด ท่านกำลังสอนโยมคนหนึ่งอยู่ กราบท่านแล้วถวายของท่าน สนทนากับท่านครู่หนึ่ง พอท่านทราบว่าเราพักที่ตัวจังหวัดอุดร ท่านเมตตาแนะนำว่าให้ไปกราบหลวงปู่บุญมี วัดถ้ำเต่าก่อนกลับด้วย กราบลาท่านแล้วเดินเล่นชมวัดสักพัก
วัดภูสังโฆก็เป็นวัดที่สงบสัปปายะมากอีกเช่นกัน ชมบริเวณอ่านหนังสือของวัดมีหนังสือครูบาอาจารย์มากมาย มีไฟฉายแบบใส่หัว (เหมือนใช้เก็บรังนก) สำหรับพระใช้อ่านหนังสือกลางคืนด้วยเพราะที่วัดไม่มีไฟฟ้า เดินเล่นสักพักก็เดินทางออกจากวัดเพื่อหาทางไปวัดถ้ำเต่า แต่วนไปวนมาสองรอบ หลงแล้วหลงอีก (เพราะวัดถ้ำเต่าไม่มี GPS) สุดท้ายเลยไม่ได้ไปกราบท่าน เอาไว้คราวหน้าจะไม่พลาดแน่ๆ
หลังจากนั้นเดินทางกลับตัวเมืองอุดร แวะทานข้าวที่ร้านอาหารริมทะเลสาบก่อนกลับเข้าโรงแรมบ้านเชียง เตรียมเก็บของสำหรับไปจังหวัดสกลนครวันพรุ่งนี้ วันนี้นอนเร็วเพราะพรุ่งนี้จะไปใส่บาตรที่วัดป่าโนนนิเวศน์

Leave a Reply