บันทึกรวบรวมส่งการบ้านการภาวนา กับหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ที่เคยเขียนไว้ใน multiply.com ครับ (มารวบรวมเมื่อกันยายนปี 2569)
จริงๆ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ได้สนทนากับพระอาจารย์ แต่สองครั้งแรกไม่ได้อัดไว้ (เสียดาย)
สำหรับครั้งแรกนั้นพระอาจารย์บอกว่าให้ไปรู้จักเผลอก่อนว่าเผลอเป็นอย่างไร แล้วหลวงพ่อก็ไล่สภาวะธรรมให้ดู แต่ดูไม่ทันเลย
(เพิ่มเติม วันที่ 28 กค 2014: จำได้ว่าไปสวนสันติธรรมครั้งแรกเลย โดยดูจากแผนที่ท้ายหนังสือวิถึแห่งความรู้แจ้งหรือทางเอกนี่แหละ แล้วก็ขับไปเลย ไปครั้งแรกจำได้ว่าคนไม่เยอะ เราก็นั่งกลางๆ ค่อยมาทางท้ายๆ (แต่สมัยนั้น ท้ายๆ ก็ 5-6 แถวเอง) สมัยนั้นยังส่งการบ้านแบบส่งไมค์ไล่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีจับเบอร์เหมือนปัจจุบัน ไปครั้งแรกก็ตื่นเต้น จำไม่ได้แล้ว่าเจอใครบ้าง แต่ทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกับเราทุกคน)
ครั้งที่สอง (เท่าที่จำได้) หลวงพ่อบอกว่าให้ไปดูกาย กายเคลื่อนไหวให้คอยรู้สึก แล้วท่านก็ดูให้ว่ายิ้มไปรู้ไหม อ้าปากรู้ไหม แล้วท่านก็บอกว่าอย่างคุณให้ดูกาย หลวงพ่อบอกว่าอย่าติดเพ่งมาก คนที่เพ่งมากๆ เหมือนคนที่เกาะราวไว้ไม่ยอมปล่อยเพราะกลัวตก ถ้าไม่ปล่อยราวเกาะไว้อย่างนั้นเฉยๆ ก็ไม่มีทางเดินไปข้างหน้าได้ ดังนั้นต้องใจถึงๆ กล้าๆ ปล่อยราว ถ้าตกก็ตกไปแล้วคอยมีสติตามรู้เอา
หลวงพ่อบอกว่าอย่าคิดว่าการดูกายเป็นของหยาบ พระอานนท์ท่านบรรลุอรหันต์ด้วยการดูกาย
ส่วนครั้งที่ 3 ตามนี้เลยครับ
สนทนาธรรมกับพระอาจารย์หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ครั้งที่ 3
วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2551 ณ สวนสันติธรรม (เป็นวันครบรอบแต่งงานเลย)
Minute: 40.25 – 43.30 File name: VL0018.mp3
นมัสการหลวงพ่อครับ หลวงพ่อเคยบอกว่าให้ไปดู..เอ่อ..ให้พยายามเคลื่อนไหวไว้นะครับ หลวงพ่อ
“รู้สึกไหมจิตเราไม่เหมือนเดิม มันโปร่งกว่าแต่ก่อน รู้สึกหรือเปล่า”
จิต…ผมรู้สึกว่าผมรู้จิตนี่จะต้องเป็นอารมณ์ที่รุนแรงจริง ๆ ถึงจะรู้นะครับ
“อ่อ ถูกแล้วไง หลวงพ่อเลยบอกให้รู้กายไว้ กระดุกกระดิกไว้ ของคุณจะติดเพ่งนะ”
ติดเพ่งเหรอครับ
“หลวงพ่อถึงบอกให้ไปเคลื่อนไหวมากๆ ไว้”
แล้วเวลาเคลื่อนไหวแล้วจะเห็นสภาวะธรรมได้อย่างไรครับหลวงพ่อ
“เห็นไหม ตัวที่เคลื่อนไหวอยู่ไม่ใช่ตัวเรา”
ไม่เห็นครับ หลวงพ่อ เห็นเป็นตัวเรา (คนในห้องฮาเล็กน้อย)
“เห็นไหมตัวที่เคลื่อนไหวอยู่เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เนี่ยตัวนี้ เป็นของที่ถูกรู้ รู้สึกไหม”
ไม่รู้สึกครับ
“เหรอ ไม่รู้สึกก็ไม่เป็นไร”
แล้วควรทำอย่างไรครับหลวงพ่อ ดูต่อไปเรื่อย ๆ เหรอครับ
“ใช่ ทำไปอีก”
ดูการเคลื่อนไหวเหรอครับ
“คือ ถ้าเมื่อไหร่นะมีสติรู้กายรู้ใจโดยที่ไม่เจตนาจะรู้ แล้วก็ใจมันตั้งมั่นขึ้นมาเองโดยไม่ได้จงใจทำให้ตั้งมั่น เมื่อนั้นแหละจะเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา ตอนนี้เห็นว่าเป็นเราก็ไม่เป็นไร การที่ยังเห็นว่าเป็นตัวเราก็เป็นความจริงของเราเหมือนกัน เราก็ดูอย่างที่เห็นจริงๆ นั้นแหละ จิตของคุณนะดีขึ้นตั้งเยอะแล้ว แต่ก่อนจิตของคุณติดนิ่งเฉยๆ อยู่ เพ่งเอาไว้เฉยๆ ตอนนี้มันขยับเขยี้อนเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ แล้ว”
ก็พยายามรู้สึกอยู่เรื่อยๆ
“อย่างตอนนี้หนีไปคิดแล้ว ทราบไหม”
ไม่ทราบครับ
“เหรอ ไม่ทราบเลยเหรอ ส่ายหน้ารู้สึกไหม”
ถ้าหลวงพ่อพูดก็รู้สึกนิดหน่อยครับ
“นั้นแหละ คอยรู้สึกตัวไปก่อนนะ”
แล้วอย่างนี้แสดงว่า สติผมยังไม่ ยังไม่..
“สตินะมี แต่ขาดสัมมาสมาธิ ยังไม่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู”
ยังไม่ตั้งมั่นเหรอครับ แล้วผมควรจะทำ ปฎิบัติอย่างไร
“ไม่ทำหรอกนะ รู้สึกตัวไปเรื่อยๆ”
ขอบพระคุณครับหลวงพ่อ
(ต่อคนอื่น)
“แป้ปนึงนะ คุณที่เพิ่งส่งการบ้านเสร็จนะ รู้สึกไหม พอเริ่มเราก็เริ่มอย่างเนี่ย (หลวงพ่อทำให้ดู)
“เนี่ย ที่คุณอยู่อย่างนี้นะ คุณจะไม่รู้กายรู้ใจว่าเป็นไตรลักษณ์หรอก นึกออกยัง เข้าไปติดอยู่ตรงนั้นทำให้ไม่เห็น เนี่ยจิตอยู่ตรงนี้ถึงจะเห็น รู้สึกไหม ร่างกายมันถูกรู้ถูกดูขึ้นมาแล้ว คุณวางจิตผิดที่ คุณไป (หลวงพ่อทำให้ดู) อย่างเนี่ยไม่เห็นนะ มันพักอยู่เฉย ๆ เข้าใจเหรอยัง จิตยิ้มขึ้นมาแล้วรู้สึกไหม อะ”
(ต่อคนอื่น)
“คุณนะกลับเข้าไปอีกแล้ว อยู่ตรงนี้นะ อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงขณะเนี่ย อย่างตะกี้ไม่เอานะ ไม่อย่างนั้นกี่ชาติมันก็ไปไม่ได้หรอก มันจะไปพรหมโลก”
สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ครั้งที่ 4
วันพฤหัสที่ 16 ตุลาคม 2551 ณ สวนสันติธรรม
Minute: 20.30 – 25.30 File name: 25511016B.mp3
นมัสการหลวงพ่อครับ ครั้งที่แล้วมาหลวงพ่อบอกผมว่าผมไปติดนิ่ง ๆ อยู่ครับ ตอนนี้ยังติดไม้ครับ
“อ่าว แล้วว่าไงละ นี่ติดไม่ติดบอกหลวงพ่อมา”
ก็ รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมครับ
“ดีขึ้นกว่าเดิม ถูกต้อง”
“แล้วก็อยากจะถามหลวงพ่อว่า ที่หลวงพ่อว่าต้องมีสมาธินำปัญญา มีทำทั้งสมาธิทั้งปัญญา และก็ปัญญานำสมาธิ ผมควรจะทำสมถะไหมครับ?”
“ทำสิ ทำไป ทำได้ก็ทำไป แต่อย่าไปเพ่ง”
อย่าไปเพ่ง แล้วสมถะที่เหมาะสมกับผมนี่
“เคยทำอะไรละ”
ไม่เคยครับ
“เดี๋ยวเกิดหลวงพ่อบอกว่าเหมาะกับอัปมันยา ไม่เคยทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี”
หลวงพ่อมีอะไรแนะนำไหมครับ
“ก็ ก็หายใจแล้วก็รู้สึกร่างกายไปนะ ดูกายไป ถ้าใจมันเกิดราคะแรงขึ้นมาก็ดูพิจารณากายลงเป็นปฎิกูลเป็นอสุภะ ดูเป็นกระดูกกระเดี้ยวอะไรอย่างเนี้ย เนี่ย ได้สมถะ แต่ถ้าจิตใจมีเรื่ยวมีแรงก็ตามดูกายดูใจเค้าทำงาน เห็นเค้าทำงานไปเรื่อย ๆ จิตใช้ได้นะ จิตก็มีแรงอยู่หรอก แต่ตอนนี้ จิตไม่ตั้งมั่น ดูออกไหม”
ครับ
“เนี่ย แอบไปคิดแล้ว แอบไปคิดแล้ว ทราบไม้ มันไหลปึบๆๆๆ ไป เหมือนแมวขโมยนะ ค่อยๆ ย่องๆ ไปอีกแล้วรู้สึกไหม”
ก็พอรู้สึกบ้างครับหลวงพ่อ
“แค่รู้นะ แค่รู้เฉย ๆ ไม่ห้าม ห้ามไม่ได้ จิตมีธรรมชาติส่งออกนอก นี่ออกไปแล้ว เห็นไม้ ให้รู้เฉยๆ อย่าห้ามมัน ถ้าเราไม่รู้มันจะหนีไปนาน แต่ถ้ารู้ปุ้ป สติเกิดใจก็ตั้งมั่นชั่วขณะ เดี๋ยวก็ไหลไปอีกก็รู้อีก ไหลไปอีกแล้วรู้สึกไหม”
ถ้าเร็วมากผมก็ไม่ทันครับ
“เหรอ งั้นต้องให้ช้ากว่านี้”
ขอบพระคุณครับ หลวงพ่อ
“เบอร์ 64 รู้สึกไหม ขาดสติเมื่อกี้ตอนส่งไมค์ ลืมตัวเองไปเลย รู้สึกไหม ขณะนี้กดเอาไว้แล้ว อย่าไปกดมัน ให้รู้อย่างที่มันเป็นอย่าไปบังคับมัน”
“ไปบังคับแล้วละ ไปล็อกนิ่ง ๆ อยู่”
“64 64 ไม่เอาอย่างงั้น ทำอย่างงั้นมันไปติดนิ่ง”
“เบอร์ 64 หลงไปคิด รู้สึกไหม จิตไหลไปคิดลืมกายลืมใจตัวเอง”
สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ครั้งที่ 5
วันพฤหัสที่ 27 พฤษจิกายน 2551 ณ สวนสันติธรรม
Minute: 20.47 – 23.15 File name: 27Nov2551B.mp3
นมัสการหลวงพ่อครับ เอ่อ ผม ครั้งที่แล้วหลวงพ่อบอกว่า ผมอยู่ ถ้า ถ้าปกติก็จะไปกดให้มันนิ่ง ๆ อะครับ หลวงพ่อ ผมก็เลยไป เหมือนกับเลิกปฎิบัติไปเลยให้มันใจหลงไปครับ หลวงพ่อ ก็เลย หนึ่งเดือนที่ผ่านมาไม่ทราบเป็นอย่างไรบ้างครับ หลวงพ่อ
“แล้วว่าเป็นยังไงละ บอกมาสิ”
ก็ มันก็หลงไป
“เห็นไหมว่ามันหลง แต่ใจมันเบา”
ก็เบาครับ
“สังเกตไหม มันเคลื่อนไหวเร็วกว่าเมื่อก่อน”
ครับ
“เนี่ย เนี่ย เริ่มกดอีกแล้ว”
กดแล้วเหรอครับ หลวงพ่อ
“เออ แค่เนี่ยก็เริ่มแล้ว ไปหน่วงๆ มัน นะ รู้เล่นๆ”
แล้วมันติดนิสัย คือถ้า ถ้า ถ้า…..เมื่อไหร่ไปเป็นกด
“หัดเจริญสตินะ มีสติคอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของเค้าไปเรื่อยๆ แต่ทำอย่างที่ทำตอนนี้แหละ ยังไม่ต้องทำอย่างอื่นหรอก”
อย่างที่ทำนี่คือไม่ได้กดหรือครับ
“ฮะ ขณะเนี่ยนะหรือ”
ตอนนี้กดไม้ครับ
“กดสิ”
กดเหรอครับ
“เออ รู้สึกไม้ ใจแข็งๆ อยู่นิดนึง ใจทื่อๆ อยู่ รู้สึกไม้ มีส่วนที่หนักๆ อยู่นิดนึง ดูออกไหม”
ครับ
“เออ มันยังไม่เป็นธรรมชาติ ให้รู้ทัน”
ครับผม
“ให้รู้ทัน รู้ไปเรื่อย แต่ว่าไอ้ตรงที่..เอาๆ กดหนักกว่าตะกี้อีก..ตรงที่ว่าไม่ได้ปฎิบัตินะ ตรงนั้นนะดีแล้วใจมันจะคลายออก ไปทำอีกน้า ไปไม่ปฎิบัติอีก แต่ถึงจุดๆ หนึ่งก็ต้องกลับมาปฎิบัติ คนที่ติดสมถะนี่ เบื้องต้นก็ต้องปล่อยไปก่อน ให้หลงๆ ไปก่อน แล้วก็ค่อยมีสติตามดูเอา แต่พอภาวนาเป็น เจริญสติเป็นแล้วถึงจุดหนึ่งก็ต้องกลับมาทำสมถะ ทิ้งไม่ได้หรอก เพราะสิ่งที่ควรทำก็คือสมถะและวิปัสสนา ต้องทำสองอย่างนั้นแหละ แต่ตอนนี้ทิ้งไปชั่วคราว”
อย่างนี้ในรูปแบบผมก็ไม่ควรทำหรือเปล่าครับ หลวงพ่อ
“ในรูปแบบทำได้และ พอเริ่มทำในรูปแบบเช่นไปเดินจงกรมแล้วไปเพ่งนะ รู้ว่าเพ่งเลย นะ แล้วก็แค่รู้ทันมันไปเรื่อย เห็นร่างกายไปเรื่อย ถ้ามันเพ่งมาก ๆ นะก็ทิ้ง อย่าไปดูจิต ดูกายแทน ถ้าดูกายเพ่งนะก็ทิ้งมันไป ไปดูชมนกชมไม้ให้มันหลงไป นะ เปลี่ยน
(พูดอะไรสักอย่าง)
เออ คอยตามรู้เอา ถ้าตามรู้แล้วมันยังไปนิ่งไปแช่ เราก็เปลี่ยนอารมณ์ไป เป็นอุบายนะนี่ การเปลี่ยนอารมณ์เป็นอุบายไม่ใช่หลัก หลักก็คือรู้อารมณ์ทุกอย่างอย่างที่กำลังเป็น”
“ภาวนาดีขึ้นเยอะเลย ใจมันโล่งมันว่างขึ้น”
ขอบพระคุณครับ


Leave a Reply