Mindfulness อยู่สวนสันติธรรม 3: ครูบาอ้าสอนเดิน

วันที่สาม 25 พฤศจิกายน 2552

วันที่สามแล้ว…เมื่อคืนนอนหลับไม่สนิทตื่นหลายรอบ แต่ความง่วงและความขี้เกียจทำให้ลุกขึ้นจริงๆ ตีห้าครึ่ง ตื่นมานั่งสักพัก, สวดมนต์ทำวัตรเช้า, แผ่เมตตา, อาบน้ำเตรียมตัวไปทานข้าว (เมื่อคืนเบี้ยวไม่ได้อาบ)

วันนี้ไปศาลาเจ็ดโมงนิดๆ ทักทายคนอยู่วัดด้วยกันแป็ปนึงแล้วเข้าไปนั่งในศาลาใหญ่ สักประมาณ 8 โมงครูบาอ้าก็มาเทศน์ ครูบาอ้าแจ้งว่าวันนี้หลวงพ่อขอพักวันนึง ไม่งั้นพรุ่งนี้ท่านไม่มีแรงสอน เราได้ฟังแล้วรู้สึกสำนึกในความเมตตาของหลวงพ่อและครูบาอ้ามาก ตั้งใจจะปฎิบัติถวายแก่ครูบาอาจารย์ให้สมกับที่ท่านเสียสละกำลังกายและกำลังใจสั่งสอนพวกเราตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ครูบาอ้าท่านเริ่มสอนว่า

“ถ้าเราจับหลักได้นะ การภาวนานะมันไม่ยากหรอก  จับหลักไว้ให้แม่น เรามีสติตามรู้กายตามรู้ใจด้วยใจตั้งมั่นและเป็น กลาง”

“ส่วนใหญ่ที่เรารู้ ใจไม่ค่อยตั้งมั่นหรอก ใจมักจะถลำไปดูอารมณ์ มันทนไม่ได้ที่จะรู้เฉยๆ พอเห็นปุ้ปจิตมักจะไปจ้องดู ไปตระครุบมัน คอยดูว่ามันคืออะไร…ใจมันถลำไปแล้ว”

“จริงๆ ดูง่ายๆ เลยนะ อะไรเกิดขึ้นก็ให้มีสติตามรู้ไปด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง พอใจเป็นกลางก็เห็นจะไตรลักษณ์ เห็นความจริงของกายของใจ ใจจึงจะยอมรับความจริง”

“ส่วนใหญ่เวลาดู เราอยากดูให้ชัดๆ ทำให้เราไป focus โอกาสที่ดูแบบ “สักว่ารู้” มันก็น้อยลงไป”

“หน้าที่เราคอยรู้ทันเอา ใจมันอยากจะรู้ให้ชัดก็คอยรู้ทัน มันถลำไปก็รู้ ภาวนามันไม่ยากนะ ถ้าไม่ดัดแปลงกายดัดแปลงใจนะ คอยรู้สึกเอา กายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตเคลื่อนไหวคอยรู้สึก เมื่อไหร่ใจเป็นกลางก็จะเกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์ของมันเอง ถ้าเห็นอย่างอื่นก็ยังไม่เกิดปัญญา ค่อย ๆ สังเกตเอานะ”

วันนี้มีธรรมะเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากครูบาอ้าที่น่าสนใจมาก ขอเขียนแบบสรุป ๆ นะ เช่น

“คิดให้น้อย ๆ หน่อยนะ ทันทีที่คิดจะตกจากการรู้สภาวะแล้ว เมื่อไหร่ที่คิดไม่รู้สึกตัว”

“จะขึ้นวิปัสสนา ต้องหลุดออกจากโลกของความคิดให้ได้ก่อน ”

“คิดเอาได้แต่ความจำ..เดี๋ยวก็ลืม แต่ถ้าเห็นสภาวะจะได้ของจริงที่ติดอยู่ในใจ”

“มานะนั้นจะเป็นกิเลสที่รากเง้ามาจากอวิชชา ต้องทำลายอวิชชาถึงจะละมานะได้ ตอนนี้ละได้เป็นขณะ ๆ มีมานะแล้วคอยรู้ทัน รู้ด้วยใจเป็นกลาง”

“คนโมหะทำอะไรเคลื่อนไหวไว้ อย่าไปอยู่นิ่ง ๆ อยู่กับที่ ไม่งั้นมันซึม โมหะสู้ยากนะ มีหน้าที่คอยสังเกตเอา”

“โมหะคอยดูดให้เราไม่มีสติ ”


ถึงตาเราถาม ถามครูบาอ้าเรื่องการเดินจงกรมว่าเวลาเราเดินรู้สึกว่าใจตัวเองไม่เป็นปกติ จงใจ ไม่เหมือนเดินทั่วไป ควรจะเดินต่อไหม? ครูบาอ้าท่านกรุณาอธิบายสรุปได้ว่า

พระอาจารย์สมชาย กิตฺติญาโณ (พระอาจารย์อ๊า) ขอบคุณภาพจาก dhamma.com

“ควรจะเดินแต่ต้องสังเกตเอา พอเราเริ่มจะเดินเราตั้งท่าจะเดินแล้ว ถ้าเราเห็นว่าเราตั้งท่าจะเดินแล้วเราก็ไม่เดินนะ อีกหน่อยมันจะไม่ยอมทำอะไรเลย

“พอเข้าทางจงกรมรู้ว่าใจผิดธรรมชาติแล้ว…..ให้รู้ทันว่าใจผิด ธรรมชาติ เดินช่วงนึงใจมันคลาย…..รู้ว่ามันคลาย ใจมันเพ่ง…..รู้ว่าเพ่ง ใจมันหลง…..รู้ว่ามันหลง อย่างนี้ถึงจะเดินปัญญาต่อไปได้”

“แต่ถ้าเราขึ้นทางจงกรม เราบอกว่าอันนี้ใจผิดปกติแล้วเราไม่เดิน อันนี้..ปัญญามันล้ำหน้าเราไปแล้ว.. ต่อไปมันจะไม่ยอมทำอะไรเลย ที่สุดก็คือไม่ได้ภาวนาเพราะมันรู้ว่าพอจะเริ่มภาวนาปุ๊ปก็ผิด”

“เวลาเดินเนี่ยให้มันเกินพอดีไว้นิดนึง จงใจนิดนึง ทำไปช่วงนึงมันจะเห็น…อะ นี่จงใจนะ พอเรารู้ทันปุ้ปความจงใจดับไป ต่อไปที่เหลือเนี่ยมันจะถูกต้องแล้ว แต่ถ้าเราไปเห็นปุ้ป เห็นจงใจแล้วเราเลิกทำไปเลยมันเป็นสุดโต่งอีกข้างนึง”

“ทำไปช่วงนึงแล้วใจมันจะค่อย ๆ เห็นเองว่ามีความอยากแทรกอยู่นะ มีความจงใจภาวนาอยู่ มันมีโลภะเจตนาจะทำอยู่ มันเห็นปุ้ปคลาย จิตจะพอดีเอง”

“สติมันทำงานได้อัตโนมัติเพราะมันคลายจากที่เราจงใจ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดจะภาวนาแล้วสติมันเลยทำงานได้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเราไม่ฝึกไว้ก่อนนะ เห็นอันนี้ปุ้ป เดี๋ยวมันจงใจทำแล้วไม่ทำ ถึงเวลาที่เลิกทำมันก็จะหลงไปอยู่ในโลกเลย งั้นจงใจไว้นิดนึงแล้วคอยสังเกต มันเป็นทุกคนแหละ ห้ามไม่ได้หรอก”

“เราคอยรู้ทันไปเรื่อยนะ ใจมันค่อย ๆ คลายความเห็นผิดเอง เราฝึกแทบตายเพื่อให้เห็นเลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไม่ใช่เรา มันจะอึดอัดเราก็รู้ทัน แล้วก็ทำไปสบายๆ อย่าไปจงใจ”

“จะไม่ให้จงใจก็ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยเวลา ค่อย ๆ สังเกตไป เพราะงั้นวันไหนที่มันไม่ค่อยจงใจ มันใกล้แล้วละ ใจมันจะค่อย ๆ เป็นกลาง ใกล้จะได้มรรคผล”

“ค่อย ๆ ทำไป”


ตอนแรกวันนี้ตั้งใจว่าจะเลิกปฎิบัติเผื่อจะได้เลิกเพ่งลงบ้าง เกือบโดนกิเลสมันหลอกแล้วสิ กราบขอบพระคุณครูบาอ้ามากๆ ที่สั่งสอนครับ นอกจากนี้ยังมีคำถามจากคนอยู่วัดท่านอื่นอีก เช่น

ถาม: เดินรู้กายทั้งกายไม่เพ่งเท้ามันหลงนาน เพ่งที่เท้ารู้เร็วกว่า ควรเดินอย่างไร?

ถ้าเพ่งที่เท้าแล้วใจไม่ทำงานเลยอันนี้ไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเพ่งเท้าแล้วใจยังทำงาน รู้ทันใจ ใจไหลก็รู้ ใจคิดก็รู้ ใจโกรธใจโลภรู้ทัน อันนี้ใช้ได้อยู่

ทำต่อไปเรื่อย ๆ ใจไปเพ่งที่เท้าก็รู้สึก ใจไหลรู้สึก ต่อไปใจมันจะคลายจากการไปเฝ้าที่เท้า จิตจะคลายจากการรู้เท้ามารู้สึกตัวได้เอง

ถาม: จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้ทำตามเหตุผล ตอนนี้ทำตามกิเลสแล้ว?

ตามใจกิเลส ก็คือมันชวนให้เราไปทำในสิ่งที่ไม่ดีแล้วเราไปทำ   เช่น เดี๋ยวไปเดินจงกรมนานเดี๋ยวจะเป็นอัตตกิลมถานุโยคนะ เดี่ยวจะเคร่งเครียดเกินไป สติไม่เกิดหรอกนะ แล้วเราไปเชื่อมัน เราไม่เดิน…” (ผมเองครับ)

หรือต้องกินเยอะ ๆ นะเดี๋ยวกลางคืนหิวจะภาวนาไม่ได้ แล้วเราก็ไปเชื่อมัน ถืงเวลากินมาก ๆ แล้วเราก็ไปนอน…ยังงี้….” (ผมอีกแล้วครับ)

ข้อสองคงโดนกิเลสหลอกกันหลายคน เพราะเห็นคนอยู่วัดนั่งอมยิ้ม หัวเราะกันใหญ่เลย 

กราบขอบพระคุณครูบาอ้ามาก ๆ ที่เมตตาสั่งสอนพวกเรา


หลังส่งการบ้าน, รับพรพระ ก็ออกมาตักอาหารเหมือนเมื่อวาน ตั้งใจจะตักแค่พอประมาณเพราะทานเยอะแล้วง่วงนอน แต่สุดท้ายทานข้าวต้มตอนเช้าไปสองจาน!!(ไปเติมอีกทีรอบนึง) แล้วก็…ง่วงจนได้ …T T ตักอาหารให้กินพอดีอิ่มนี่ยากนะ คงเหมือนภาวนาที่ทำให้พอดีมันยาก ต้องคอยรู้ทันความตึงความหย่อนไปเรื่อยๆ มันก็จะกลางเอง….(แต่ถ้ามีเวลาอยู่วัดสักสามเดือนอาจจะกะปริมาณตักข้าวถูกนะ)

ทานข้าวเสร็จไปเดินจงกรมในศาลาใหญ่สักพัก ใจยังประคองยืนพื้น เคลื่อนไหวอะไรรู้ไปหมด นี่จะเพ่งแบบนี้ไปถึงไหนเนี่ย!!!…เสร็จแล้วกลับห้องมาเขียนไดอารี่นิดหน่อย แล้วก็….หลับ…(เหมือนครูบาอ้าบอกเปี้ยบ) ตื่นขึ้นมากินข้าวเที่ยงอีกแล้ว อะไร!! ยังอิ่มอยู่เลย เริ่มรู้สึกว่าการกินเป็นภาระ การเอาใจให้กายมีความสุขเป็นภาระจริง ๆ แต่สุดท้ายกินจนหมดเพราะว่าเป็นกับข้าวที่ญาติโยมถวายพระมากินทิ้งกินขว้างไม่ได้

กลับห้องมาแกะเทปครูบาอ้าเมื่อเช้า เขียนๆ อยู่หมึกหมดโทสะพุ่งปรี้ด มาหมดอะไรตอนนี้วะ! หาปากกาในห้องก็ไม่มีเลยเดินไปเอาที่ศาลาใหญ่ (แถมเอากลับบ้านมาด้วย ไปวัดคราวหน้าจะเอาไปถวายคืนนะครับ) อยู่วัดเห็นกิเลสแรงๆ แล้วยินดีสะงั้น เห็นประโยชน์ของมันคือทำให้โมหะที่ยืนพื้นมันเว้นช่วง..แม้เว้นไปอกุศลตัวอื่นอีกตัวแทนก็ยังดี….เอาน่า

แกะเทปเสร็จนั่งเล่นสักพักไปเดินจงกรมต่อช่วงบ่าย วันนี้เพ่งมากกว่าทุกวัน สงสัยตั้งใจมากไป (จงใจที่จะเดินแบบไม่จงใจ กรรม) เปลี่ยนมาฟัง mp3 หลวงพ่อแทน ท่านเทศน์เรื่องการเดินจงกรมที่นักปฎิบัติทำผิดพอดีเลย ฟังจาก mp3 แล้วจดๆ เป็นไว้ในไดอารี่แบบนี้

ผิด: เข้าทางจงกรมแล้วชอบสำรวม บังคับกายบังคับใจให้ผิดปกติ เวลาเดินอย่าไปคิดว่าจะภาวนา ไม่งั้นจะบังคับ

ให้เดินอย่างรู้สึกตัว ไม่ต้องเพ่งที่เท้ามากไปจนไม่เห็นสภาวะอะไร

เวลาเดินไม่เกี่ยวกับท่าเดิน เดินแล้วจิตคิด รู้ว่าจิตคิด ใช้ได้

สุดทางแล้วอย่าพี่งหมุนตัวกลับ หมุนตัวแล้วก็อย่ารีบเดิน ไม่งั้นโลภะจะแทรก รู้สึกตัวก่อนแล้วค่อยหมุนตัว

ฟังหลวงพ่อท่านเทศน์ต่อ ท่านบอกว่า

ไม้ตายของกิเลสสำหรับพวกปัญญาชนคือ “สงสัย” พอสงสัยก็ไปคิดหาคำตอบ ไม่รู้กายรู้ใจ อีกตัวคือ “เบื่อ” พอเบื่อก็ไม่ยอมรู้กายรู้ใจเหมือนกัน

หลวงพ่อปราโมทย์

“เวลากิเลสเกิดขึ้นอย่าไปตกใจ กิเลสแสดงจุดอ่อนให้เราเห็นแล้ว ว่ากิเลสนั้นมันเกิดขึ้นได้เอง เราไมได้อยากให้เกิด ให้คอยดูไป”

หลวงพ่อปราโมทย์

วันนี้เริ่มหารูปแบบอื่นแทนการเดินจงกรม เปลี่ยนมาทำความสะอาดห้องแทน ทั้งกวาดทั้งถูทั้งเช็ด สังเกตว่าขนาดทำความสะอาดยังทำเพื่อ serve อัตตาของตัวเองแฮะ….ทำเสร็จเย็นพอดี อาบน้ำแล้วออกไปเดินที่ศาลาใหญ่อีก ชักเริ่มชอบความกลัวเพราะทำให้ที่เพ่งกับประคองเนี่ย หายกระเจิงหมด

วันนี้ไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นในศาลาใหญ่ เปิดไฟสองดวงแล้วใช้ไฟฉายส่องหนังสือเอา เหงื่อแตกพลัก (กลัวหรือร้อน?) วันนี้เจ้าหน้าที่ปูเบาะรองนั่งเตรียมไว้สำหรับวันวัดเปิดพรุ่งนี้แล้ว เราสวดๆ อยู่ก็ไม่กล้าหันไปมองข้างหลัง กลัวจะเจอใครมานั่งสวดมนต์ทำวัตรเย็นด้วยเต็มพรึดไปหมด!

เสร็จก็ออกไปเดินเล่นแถวลานหลวงปู่ดูลย์ กลางคืนดาวที่สวนสันติธรรมสวยมาก ช่วงนี้ประมาณขึ้น 8 ค่ำมีแสงจันทร์พอให้เดินไม่ต้องใช้ไฟฉาย ด้วยความที่เหงื่อยังแตกจากการสวดมนต์ในศาลาอยู่เลยไม่ใส่เสื้อ jacket ตัวใหญ่ กลับมาห้องรู้สึกเย็นๆ กลัวหวัดจะกำเริบ จัดที่จัดทางเตรียมนอน สวดมนต์เล็กๆ อีกรอบ คืนนี้นอนดึกสุดเท่าที่อยู่วัดมา (แต่ยังก่อนสี่ทุ่ม) พรุ่งนี้วัดเปิด ในใจคิดว่าดีเหมือนกัน เจอคนเยอะๆ เผื่อจะออกจากภพนักปฎิบัติเคร่งเครียดได้บ้าง

ปล. วันนี้จด keyword จากหลวงพ่อและครูบาอ้าไว้ตัวเบอเริ่มในไดอารี่

หลวงพ่อ: ค่อย ๆ ฝึก ไม่รีบร้อนนะ

ครูบาอ้า: ค่อย ๆ ทำไป

จบสามวันแล้ว.. ขอบคุณที่ยังตามอ่านกันครับ


Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *