
อยู่สวนสันติธรรม 1
บันทึกนี้เขียนเพื่อเป็นข้อเตือนใจแก่ตนเองถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ขณะอยู่ที่สวนสันติธรรม (ชื่อในขณะนั้น ชื่อปัจจุบันคือ วัดสวนสันติธรรม) และบันทึกช่วงเวลาที่มีโอกาสภาวนาใกล้ครูบาอาจารย์ ได้เรียนรู้ใจตนเองในที่สัปปายะ เบื้องต้นต้องบอกว่าผมเป็นเพียงผู้เริ่มเดิน ปฎิบัติได้ล้มลุกคลุกคลานมาก ๆ บันทึกนี้จึงเพียงบันทึกเรื่องราวชีวิตประจำวันทั่วไป อย่าได้ถือว่าเป็นการสอนธรรมะอะไร
ที่จดบันทึกเพราะได้รับแรงบัลดาลใจจากน้อง tynanus, น้อง brilliantty และ น้อง dekchaiboy ที่เขียนบันทึกการปฎิบัติระหว่างการไปปฎิบัติธรรม อนุโมทนาน้องด้วย
มีโอกาสได้ไปพักที่สวนสันติธรรม 5 วันระหว่างวันที่ 23 – 27 พฤศจิกายน 2552 เป็นการไปอยู่วัดเป็นครั้งแรกอย่างสมัครใจ (ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเคยเข้าค่ายที่วัดหนึ่งเป็นเวลาเจ็ดวัน แต่ตอนนั้นภาคกึ่งบังคับ) สำหรับคนไม่เคยไปอยู่วัดก็ต้องตื่นเต้นกังวลเป็นธรรมดา จะเจออะไรไหมนะ จะหิวไหมนะ จะหนาวไหมนะ ฯลฯ
ขอเริ่มเขียนเป็นวัน ๆ จะเขียนธรรมะที่ครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน แต่ขอเว้นไม่เขียนถึงธรรมะที่ครูบาอาจารย์แนะนำเฉพาะบุคคลนะครับ
วันแรก 23 พฤศจิกายน 2552
วันนี้มาสวนสันติธรรมวันแรก ก่อนหน้าได้แจ้งทางวัดก่อนแล้วว่าจะมาถึงวัดช่วงสาย ๆ เพราะติดธุระ ออกจากบ้านเวลาประมาณ 9 โมง แวะซื้อนมถั่วเหลือง + nature up ที่ฟู้ดแลนด์ (แต่พอมาถึงวัดถึงเห็นว่า nature up มีส่วนผสมของธัญญพืช ไม่แน่ใจว่าทานตอนเย็นได้หรือเปล่า เลยไม่ทานดีกว่า) แวะทานอาหารเช้าและซื้อข้าวผัดอเมริกันใส่กล่องสำหรับทานเป็นอาหารกลางวันที่วัด
ขับรถมาวัดมีง่วงเป็นพัก ๆ เกือบหลับแนะ แต่ขับมาถึงวัดจนได้ มาถึงประตูวัดปิดอยู่แต่ไม่ได้ล็อกเลยลงไปเปิดประตูเองสะเลย เข้าวัดไปกราบพระพุทธรูปในศาลาใหญ่ อธิษฐานขอให้ข้าพเจ้ามีความเพียรและกำลังใจในการปฎิบัติเฉกเช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์มีกำลังใจและความเพียรปฎิบัติชนะกิเลสด้วยเทอญ (จำมาจากท่าน ว. ในรายการ woodytalk) เสร็จก็ไปกราบหลวงปู่ดูลย์ขอให้ไม่มีอุปสรรคใดในการมาปฎิบัติธรรมครั้งนี้ ถ้าจะมีใครตักเตือนอะไรก็ขอให้พระรัตนตรัยเตือนนะ (อย่างอื่นไม่ต้อง ^^”)
ถามหาคุณจิ้บแต่คุณจิ้บไม่อยู่ ทางเจ้าหน้าที่บอกเบอร์ห้องพักให้แทน ได้อยู่ห้องเบอร์ 6 ไกลสุดจากทางเดินเลย ห้องพักที่นี่ดีมาก แต่ละหลังอยู่ห่างกัน สัปปายะ เข้ามาถึงห้องก็เห็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า สะอาดมาก ๆ มีห้องน้ำให้ในห้องพัก มีระเบียงด้านหน้าห้องเดินจงกรมได้ มีเก้าอี้ให้นั่งสำหรับคนชอบนั่ง มีตั่งไม้ยกสูงสำหรับนอน ที่สำคัญมีพระพุทธรูปให้ในห้องตรงมุมหัวเตียงด้วย เห็นแล้วชื่นใจอย่างน้อยนอนใกล้พระพุทธรูป (คิดว่าปลอดภัยจากผีแน่แล้ว) แต่ที่สำคัญคือดันไม่มีผ้าห่ม (ลืมเอามาจากบ้านเองด้วย) หาอยู่ตั้งนานก็คิดว่าเอาวะ ห่มเสื้อหนาวแทนก็ได้ แต่ตอนบ่าย ๆ เจ้าหน้าที่เอาผ้าห่มมาให้ที่ประตูห้องพัก ค่อยยังชั่ว

มาตอนแรก ๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน มีคิดว่าเรามาอยู่ทำไมน้า เราก็ไม่ได้ปฎิบัติดีเลิศอะไรเลย หรือจะหนีกลับบ้านดีไหม (กลัวหนาว) เก็บของเรียบร้อย ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินสำรวจบริเวณที่พัก อ่านข้อปฎิบัติระเบียบการอยู่วัดที่เค้าติดไว้ให้ที่กำแพงห้อง อ่านคำแนะนำข้อแรกเค้าแนะนำว่าควรสำรวมอินทรีย์ทั้ง 5 ได้แก่หู ตา จมูก ลิ้น กาย และแนะนำให้นักปฎิบัติเลือกว่าจะรักษาศีล 5 หรือศีล 8 ก็ได้แล้วแต่สมัครใจ นอกนั้นก็เป็นเกี่ยวกับระเบียบการอยู่ในวัดเช่นเวลาพบครูบาอาจารย์ เวลาทานข้าว ในวันที่วัดเปิด และในวันที่วัดปิด เป็นต้น
(สำหรับผู้ที่คิดว่าอยู่วัดจะมีโอกาสได้สอบถามหลวงพ่อมากกว่าวันวัดเปิดนั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น ในวันวัดปิดจะมีโอกาสได้สอบถามหลวงพ่อเฉพาะเวลา 7.45 ก่อนที่พระท่านฉันอาหารเช้าเท่านั้น แล้วก็สอบถามเหมือนตอนวัดเปิด คือถามเฉพาะเรื่องที่จำเป็น นอกจากนั่นก็แยกย้ายไปปฎิบัติกันเอง)
จัดของเสร็จก็เดินออกไปที่ลานจอดรถ เอาข้าวผัดอเมริกันมาทานที่ลานอาหารใหญ่ วันนี้ตั้งใจจะถือศีล 8 (แต่เตรียมน้ำปาณะเพียบบบ..) ทานข้าวให้เสร็จก่อนเที่ยง กินอิ่มเลยวันนี้เพราะกลัวหิวตอนเย็น เจอพี่แมวที่มาอยู่วัดช่วงเดียวกัน ทักพี่แมวว่าตามอ่าน twitter พี่เค้าด้วย ทราบจากพี่แมวว่าวันนี้หลวงพ่อไปธุระข้างนอกไม่อยู่วัด
อ้อ..ตอนเดินเข้าไปที่ห้องพักเจอคุณรูธที่เป็นชาวแอฟริกาใต้มาอยู่วัดช่วงเดียวกันด้วย ตอนที่ไปถึงมีคนมาอยู่วัดแล้ว 3 คน ผมไปถึงเป็นคนที่ 4 จากทั้งหมด 6 คน ทั้งหมดมี ผม, พี่แมว, คุณรูธ, พี่ผู้หญิงอีกสองคน คนนึงชื่อพี่ติ้ง อีกคนทราบวันสุดท้ายว่าชื่อพี่จิ๋ม และน้องผู้ชายทราบชื่อวันสุดท้ายเหมือนกันว่าชื่อน้องวิน
มาอยู่วัดสิ่งแรกที่สังเกตเห็นคือความไม่ปกติของใจ คิดว่าเรามีโอกาสได้มาอยู่วัด ต้องขยัน เร่งความเพียร เวลาทุกนาทีมีค่า เลยเหมือนร้อนรน เดินก็เพ่ง รู้สึกว่าประคองใจตลอดเวลา วันนี้เดินจงกรมในศาลาใหญ่ได้ 5 – 6 รอบ (แนวขวาง) ก็รู้สึกว่าเพ่งมาก เปลี่ยนไปเดินเล่นที่ลานจอดรถแทน รู้สึกว่าการเดินเล่นกับการเดินจงกรมนั่นต่างกันจริง ๆ
บ่าย ๆ ความง่วงเริ่มเล่นงาน มาหลับที่ห้อง 1 ชั่วโมง ตื่นมาเจ็บคอเหมือนจะเป็นหวัดเพราะอากาศเย็นมาก ก็เล่นนอนไปทั้งอย่างงั้นไม่ใส่เสื้อหนาว + วันแรกยังไม่รู้พลังลมที่สวนสันติธรรมว่าแรงขนาดไหนเลยเปิดบานเกร็ดแทบทุกบาน เหมือนไข้จะขึ้นเลย แต่ยังอุตสาห์มีความเพียรลุกไปเอาเสื้อหนาวมาห่มแล้วนอนต่ออีกแป็ป (ความเพียรไหมนี่) ตื่นมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าตอนบ่ายสาม โดยใช้หนังสือสวดมนต์แปลของสวนโมกข์ที่มีไว้ให้แล้วในห้องนอน ในห้องมีหนังสือไว้ให้อ่านเยอะเลย นอกจากหนังสือหลวงพ่อแล้วก็มีหนังสือของอาจารย์สุรวัฒน์, หนังสือพุทธโอวาทสามเดือนก่อนปรินิพพาน, หนังสือเซ็น, หนังสือสวดมนต์ ฯลฯ ดีมากทุกเล่ม
สวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จก็ออกไปเดินจงกรมต่อที่ศาลาใหญ่อีก 30 นาที รู้สึกว่าสวดมนต์แล้วเดินจงกรมดีกว่าอยู่ๆ ก็มาเดินเลย แม้ตอนเดินยังเพ่งบ้างแต่ดีกว่าตอนเช้า เดินคราวนี้เพ่งเท้าบ้าง ใจลอยบ้าง เดินเสร็จกลับมาที่ห้อง รีบอาบน้ำเพราะกลัวค่ำแล้วจะหนาวจนอาบน้ำไม่ได้ เสร็จแล้วโทรคุยกับหมวยนิดนึงก่อนออกมาเดินข้างนอก ออกมาเกือบทุ่มมืดมาก แค่เปิดประตูห้องพักออกไปความกลัว (ผี) ก็พุ่งปรี้ด แต่เห็นความกลัวได้ชัดดี เดินออกมาจากบริเวณที่พักเพื่อไปศาลาใหญ่ พบว่าไฟข้างหน้าปิดหมดมืดสนิท เดินส่องไฟฉายออกมาเรื่อยๆ แต่ไม่กล้าส่องไปที่ไหนไกล ๆ หรอก ส่องแค่ทางเดินตรงหน้าที่แหละ กลัวส่องไกลแล้วเห็นอะไร – – ”
วันนี้คึกจะไปเดินในศาลาใหญ่ เปิดไฟดวงเล็กๆ ดวงนึง สวดมนต์ทำนองสรภัญญะก่อนแล้วค่อยเดิน เดินไปสักพักความกลัวก็ค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าได้ยินเสียงแปลกๆ ขึ้นมาความกลัวก็จะพุ่งขึ้นมาอีกรอบ เวลากลับตัวตอนสุดทางจงกรมก็กลัวว่าหันกลับมาจะเจอไรไหมวะเนี่ย…ปกติ (เคย) คิดว่าไม่ได้กลัวผีนะ อยู่บ้านหรืออยู่ในเมืองนี่ชิวมาก แต่พอไปอยู่วัดอยู่ในป่าไรแบบนี้ อุอุ..ความกลัวผีพุ่งปรี้ด ขอบอก

กลับมาที่ห้อง สวดมนต์ทำวัตรเย็น อ่านหนังสือ “คิริมานนทสูตร” เรียบเรียงโดยเจ้าพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจุนโท) เป็นหนังสือที่ดีมากมาย อ่านแล้วชอบมาก ๆ เดี๋ยวต้องไปหาซื้อมาอ่านต่อให้ได้ อ่านได้สักพักก็ง่วงนอนแล้ว นอนเร็วประมาณสามทุ่มได้ เราก็ไม่แน่ใจว่าถือศีล 8 นอนบนตั่งไม้ได้หรือเปล่าเลยปูเสื่อบนพื้นแทน คืนนี้หลับสนิทมาก
สรุปวันแรกยังฝุ่นตลบ อะไรยังไม่เข้าที่เข้าทาง เหนื่อยจากโลก, ประคองใจ, เร่งความเพียร ดิ้นรน (โลภะนั่นแหละ เรียกเพียรไปงั้น) การปฎิบัติเจือด้วยความจงใจอยู่มาก คิดว่ามีคนรออยู่วัดตั้งหลายปี เรามาแล้วต้องปฎิบัติ ต้องเดิน ต้องสวดมนต์ ทำให้ใจไม่เป็นปกติ ไม่เหมือนใช้ชีวิตประจำวันโดยทั่วไป (ปกติอยู่บ้านจะสวดมนต์เป็นหลักแต่ก็แค่ตอนเย็น เดินอีกนิดหน่อยเอง แถมนานๆ เดินทีด้วย)
เอาน่า ในใจคิดว่าวันต่อไปคงดีขึ้น แต่จะดีขึ้นหรือเปล่า พรุ่งนี้จะได้ส่งการบ้านหลวงพ่อเป็นครั้งแรกแล้วจะเป็นยังไงบ้างนะ ไว้จะมาเขียนต่อวันที่สองนะครับ ขอบคุณที่ทนอ่านจนจบ

Leave a Reply